มิถุนายน 13, 2550

ได้กินข้าวด้วยกันแล้วววว

วันนี้ก็ได้กินกลางวันด้วยกันเสียที หลังจากไม่ได้เจอกันมาหลายเดือน!

ฮ่าๆ

ส่งจูบบบบบบบบ

มิถุนายน 12, 2550

ความทรงจำของสายลม

"เธอมองจ้องหน้าเราทำไม" น้อยถามผม
เป็นชั่วโมงพละ ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง
เป็นชั่วโมงของชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า ห้องป.ห้าทับ.. จำไม่ได้แล้ว

"เธอตาเหมือนเหยี่ยว" ผมตอบน้อย

เรื่องมันนานแล้ว ประมาณเกือบยี่สิบปีได้
เธอคือรักครั้งแรกของผม ที่ทำให้ผมรู้จักว่า
ความรักแบบหนุ่มสาว เป็นอย่างไร

และในเวลานั้น ผมไม่กล้าทำอะไร
ความทรงจำที่มี ที่เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึก
มีเพียงเรื่องตาเหยี่ยว ที่ว่าเท่านั้น

เราพบกันอีก ตอนม.ต้น
ดันเข้าที่เดียวกันได้อีก แต่... แทบคุยกันนับคำได้

ความทรงจำสองเรื่อง เรื่องแรก การแข่งฟุตบอลห้อง ผมเล่นด้วย
เป็นตัวอะไรจำไม่ได้ ปกติไม่ได้เล่นบอลเท่าไหร่
ผลออกมา ทีมผมแพ้ และจำได้ว่าน้อยอยู่ห้องเดียวกับผม (หรือไม่ก็มาเชียร์ด้วย)
ผมไม่กล้ามองหน้าน้อยที่นั่งที่เก้าอี้เชียร์ตอนบอลเลิก และห้องผมแพ้

เธอเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ผมเดาว่า... เป็นคำให้กำลังใจ

....

ระวังเสียใจกับสิ่งที่มีโอกาสทำ แต่ไม่ทำนะ
เวลาชีวิตคนเรามันสั้นนัก
เราย้อนเวลากลับมาไม่ได้แล้ว แต่ที่แน่ๆ เรายังมีความทรงจำ

....

...ขอบคุณนะ... สำหรับกรอบรูปของขวัญวันแต่งงาน :)

มิถุนายน 11, 2550

คิดถึง(โว้ยยยย)

ใกล้ถึงวันเกิดแล้ววววว...

เมื่อวันศุกร์ โทรไปหาพี่ฝน และรู้ว่าพี่ฝนจำวันเกิดผมไม่ได้ ! 55
แต่ไม่เป็นไร จำไม่ได้ ก็จะเตือนเองวะ

คิดถึงวันเก่าๆ ปีที่แล้ว ผมไปกินที่แมคโดแนล
ปีก่อนกินไหนหว่า ไม่แน่ใจ

ชอบจัง อบอุ่นดี มีความสุข บางครั้งก็สุขเกินไป
ผมดีใจที่ได้รู้จักกับพี่ฝน
คนที่เราสบายใจเมื่ออยู่ด้วย สบายใจเมื่อได้คุย
เป็นเพื่อนกันจริงๆ ซึ่งหายากนะ
ว่ากันแล้ว ผมอาจไม่เคยมีเลยก็ได้ 555 (ไม่หรอก มีครับ อย่างน้อยก็ สักพวยละวะ)

ช่วงที่ทำงานด้วยกัน ผมยังรู้สึกว่าคนอื่นมันจะคิดว่าเราเป็นแฟนกันป่าววะ
จริงๆแล้วป่าวเลย ผมรู้สึกว่าพี่ฝนเป็นเพื่อนสนิท
ไม่ได้คิดจะเป็นแฟน ผมรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้
เป็นคนพูดจาตรงๆ ไม่ยุ่งยาก แล้วก็มีปัญหาอะไรก็พูดมา
ไม่มีนิสัยแบบประมาณเก็บเงียบ กัดที่หลัง

แต่ยังไงก็แล้วแต่ พี่ฝนไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว
เพราะชีวิตต้องเดินต่อไปตามทางของตัวเอง
ยังดีที่ว่า ที่ทำงานของเขาไม่ได้ไกลจากที่ผมอยู่นัก

บางครั้งช่วงนี้ผมรู้สึกตัวคนเดียวจริงๆครับ
แย่นะ เพราะอะไรๆมันค่อยๆเปลี่ยน
อยากให้พี่ฝนทำงานอยู่ที่นี่ด้วยกันจัง
เพราะอย่างน้อยผมคงมีคนที่คุยได้ทุกเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องความกลุ้มใจที่เกิดบ่อยๆ
ตามประสาคนชอบจินตนาการนั่นแหล่ะ

เฮ้อ... คิดถึงพี่ฝนว่ะ

การตอบสนอง บางครั้งสำคัญกว่าสิ่งอื่น

นานมากแล้ว ที่ผมให้ใครบางคนที่รู้จักยืมของไป
และอีกเช่นกัน บางครั้งก็ให้ไปเลย ไม่ใช่ให้ยืม
แต่หลังจาก... หลังจากให้ยืม หรือให้ไปเลย
ผมแทบไม่เคยได้รับการตอบสนองจากสิ่งที่ทำเลย

ยกตัวอย่าง พวกหนังซีรีส์ต่างๆ เวลาอยากได้
คนผู้นั้นจะถามว่าผมมีไหม และบอกยืมไปนานนะ
แต่ไม่เคยที่จะพูดถึงมันอีกหลังจากนั้น
เช่น การพูดถึงว่าหนังเป็นอย่างไร สนุกอย่างไร
ขอบคุณที่ให้ยืมนะ สนุกมากเลย

การตอบสนองบางครั้งสำคัญ บางครั้งคล้ายไม่มีค่ากับใครบางคน
คนที่ลืมบุญคุณคนอื่น มักอยู่ในโลกนี้ด้วยความปวดร้าว
ผมเชื่อว่าซักวัน กรรมจะทำให้คนประเภทนั้นตาสว่าง
และรู้ว่าอะไรคือคำว่า "น้ำใจเล็กๆน้อยๆ ที่ควรค่า"
ซึ่งคงไม่มากไปกว่า ให้ความสำคัญกับ "น้ำใจ" ของคนอื่นด้วย
อันเป็นวิถีของคนที่ มีความเป็นมิตรให้แก่กัน

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาอาจมาบรรยายความสุข
และสิ่งที่ได้รับ จากการที่เอาของผมไปยืม หรือที่ผมให้

เช่นเพลงเพราะมากเลย ขอบคุณที่ทำให้เรารู้จักเพลงแบบนี้
หรือ เพลงแบบนี้เราไม่ค่อยชอบนะ เราว่าน่าเบื่อมากเลย
แต่ก็ขอบคุณนะ หรือโอ้ว หนังอะไรเนี่ย ทำไมนองเลือดแบบนี้

ผมว่า คำพวกนี้ อาจฟังดูไม่มีค่าอะไรในสายตาคนๆนั้น
แต่สำหรับผม ผมถือว่ามันมีค่ากว่าการตอบแทนด้วยสิ่งอื่นๆเสียอีก
ใช้เวลาซักนิด คิดถึงใจคนอื่นบ้าง ชีวิตจะดีขึ้น

เป็นไปได้ไหม ในใจเขา กำลังทำอะไรบางอย่าง แก้แค้น?
หรือต้องการทำให้ผมเจ็บปวด เพราะรู้ว่าผมต้องเจ็บ
ถ้ามันเป็นแบบนี้ ผมก็คงพูดไม่ออก

ปล. ผมจำได้ วันนั้น พวกเราไปงานฉลองวันเกิดใครบางคน
และคนๆนั้นออกมาช้า ทำให้ไม่ได้ไปด้วย และเสียใจ
ผมโทรไปขอโทษ ด้วยความเสียใจจริงๆ จำได้ว่า ผมได้ยินเสียงเขาร้องไห้?
ใช่... สำหรับผม คนที่เราแคร์คือเพื่อนของเรา
คนที่ไม่แคร์ แม้ดำเนินชีวิตในทำนองทำร้ายเรา ทำให้เราเสียใจ
คนพวกนี้ ไม่มีค่าพอกระทบใจเรา แต่คนที่เราห่วง เราแคร์
แม้เพียงเล็กน้อย เราก็คิด.. เพราะเรามองเห็นความสำคัญของเพื่อนเราเสมอ

มิถุนายน 10, 2550

"พลอย" เมื่อ อหิงสา ภาคผู้หญิง เดินเล่นแถวชุงคิง เอ๊กเพลซ




ผมเพิ่งไปดู "พลอย" มาครับ เมื่อรอบเที่ยงห้าสิบห้า เวลาบัตร
แต่เวลาฉาย ปาไปบ่ายโมงครึ่ง แบบนี้ต้องมีใครทำอะไรบ้างแล้วมั้ง
ปล่อยให้คนดูเข้าไปนั่งรอหนัง นานถึง 40 นาที!
ค่ายเมเจอร์ร้ายกาจจริงๆ คงเอาเงินค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าสบายแฮ

หนังเรื่อง พลอย ดูสนุกกว่าที่คิดเยอะมากๆ แถมการใช้วิธีถ่ายแบบ
hand held (กล้องสั่น แบบถ่าย handy cam) ทำให้นึก
ไปถึงการถ่ายของคริสโตเฟอร์ ดอย อย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่าอิทธิพลทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่ที่แน่ๆ เคยอ่านสัมภาษณ์พี่เป็นเอก ว่าชอบหนังเรื่อง อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม
ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่า คาแรกเตอร์ของ อหิงสา มันแรงนะครับ
ไม่ใช่แรงแบบก้าวร้าว แต่มันชัดเจน คือหัวฟู พูดกับทุกคนด้วยคำว่า "เรา"
ไม่มีการเรียกตัวเองว่าผม เรียกคนอื่นว่า "นาย" ตลอด มันเท่ (หรือแปลก)
เช่น คุยกับคนอายุประมาณลุง เรียกตัวเองว่า "เรา" สังคมไทยมันไม่มีนะ มันแปลกแยก

แต่ใน "พลอย" หัวฟูนี่อาจจะได้อิทธิพลจาก "อหิงสา" ไม่มากก็น้อย แต่ที่ต้องเอะใจคือ
"ความรักมีวันหมดอายุเหมือนอาหารกระป๋อง" เนี่ย มันคุ้นมากๆ เพราะมันคือ บทสนทนา
และ ตัวละครนึง(ก็ว่าได้) ของหนังเรื่อง ชุงคิง เอ็กเพลซ (ฮ่องกง) ผู้กำกับ หว่อง กาไว นั่นเอง

ผมไม่ได้มองว่า มันคือการเลียนแบบ แต่มันคือกลิ่นไอ เท่านั้น ผมว่าตัวพี่เป็นเอก คงไม่ได้คิดจะลอก
หรือเลียนแบบ แต่นี่คือหนังที่ดู "สนุก" กับคนที่ผ่านชีวิตมาพอสมควร เด็กๆดูอาจไม่สนุกเลย
สำหรับผม ผมชอบครับ ไม่เบื่อเลย ดูได้ทั้งเรื่อง ไม่มีอารมณ์ประมาณเบื่อ ช้าไปแล้ว
หรืออะไรพวกนี้ คงไม่เทียบกับ Last Life เพราะเรื่องนั้น ผมว่าอารมณ์เอื่อยเฉื่อยเป็นระเบียบ
เป็นจุดแข็งของหนัง ที่แม้จะช้า แต่ช้าแบบมีความสวยงาม ส่วน Invisible นั้น ขอบอกตรมตรงว่า
ผมเสียความรู้สึกมากๆ กับการแสดงของ อาซาโน่ (ที่ผมชอบมากในเรื่อง Last Life)

พลอย ให้ความรู้สึกว่า ชีวิตคู่ มันมีจุดนี้อยู่ แต่เราจะทำให้มันผ่านพ้นได้อย่างไร ..

สำหรับส่วนหลังจากนี้ เป็น Spoiled สำหรับคนที่ไม่คิดจะดู หรือคนที่ดูแล้ว ก็อ่านได้ครับ
เป็นการเล่าเรื่องของหนังทั้งหมด

หนังเปิดเรื่องที่ วิท กับแดง สามี ภรรยา กลับมาจากอเมริกา ที่ทั้งคู่อาศัยอยู่เป็นสิบปี
โดยวิทเปิดร้านอาหารอยู่ที่นั่น การกลับมาเพื่อไปงานศพ ของใครคนหนึ่ง
(หนังไม่ได้บอกว่า คนผู้นั้นเป็นญาติฝ่ายไหน ของใคร) เมื่อมาถึงเมืองไทย ทั้งคู่ไม่มีบ้านที่ไทย
ก็เลยต้องพักโรงแรม (หรือมีแต่มีที่ภูเก็ต ก็ไม่แน่ใจ เพราะหนังบอกว่า วิท เป็นคนภูเก็ต ...
ทำไมต้องภูเก็ต !! หรือว่า .. Invisible Waves ?:) )

วิท สูบบุหรี่ และเมื่อถึงห้องพัก บุหรี่หมด วิทเลยบอกแดงว่าจะลงไปซื้อบุหรี่... ตอนวิทลงไป
แดงพบเศษกระดาษในกระเป๋า เขียนชื่อ "น้อย" และเบอร์โทร ...แต่วิทไม่ได้ไปแค่ซื้อบุหรี่เท่านั้น
เขาไปนั่งในบาร์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้พบกับเด็กสาวที่ดูโคตรเด็ก (สายป่าน) ชื่อว่า พลอย
เขาคุยกัน และพบว่า พลอยมารอแม่ที่กำลังกลับมาจาก สวีเด็น และพลอยสูบบุหรี่ด้วย
(อันนี้ ต้องการสื่อว่า การสูบบุหรี่ เป็นสิ่งที่ผู้กำกับนิยม ถ่ายทอดมาในหนังได้ทุกเรื่อง
เลยจริงๆ พับผ่า 55) ด้วยความที่เป็นคนภูเก็ตเหมือนกัน และสงสารที่ต้องนั่งรออีกนาน
จึงชวนพลอยมานอนที่ห้อง (นอนพักจริงๆ ไม่ได้หวังจะมีเซ็กส์) เมื่อมาถึงห้อง
แดงก็ไม่พอใจแล้ว เพราะเพิ่งพบกับเบอร์โทร "น้อย"

หนังจากนี้ เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ และมัน "ผู้ใหญ่" มากๆ หนังไม่เด็ก และ
"หมิว" เล่นได้เก่งมากๆ ครับ ชอบหมิวเล่นจัง ส่วน "สายป่าน" ไม่เด่น "อันดา" ไม่เด่น
มีแต่หมิว ที่ต้องเล่นกับอารมณ์มากๆ และยังโดน "ข่มขืน" อีก... อะไรจะขนาดนั้น !

สรุปว่า เป็นหนังดีครับ แต่ไม่ได้รางวัลในคานส์แน่ๆ ถ้าส่งไปสายประกวด ไม่ใช่ สายแสดง นะ
เพราะหนังเมืองคานส์ มันต้องมึนๆ งงๆ ซึ่ง พลอยเนี่ย ชัดเจน และเข้าถึงอารมณ์ ...
(แต่แปลก .. ไม่ประทับใจ) ไม่มึน ไม่งง แม้แต่น้อยเน้อ :)


ผมให้ 4/5 ครับ ....

เกมส์..

เราอยู่ในเกมส์
ทุกคน
ไม่มีใครหลุดพ้น
ผลของเกมส์
มีแพ้ ชนะ เสมอ
เท่านั้นเอง

เราต้องการออกจากเกมส์ไหม
ถ้าต้องการ
เราต้องทำอะไรบ้าง
อย่างแรกเลย
ต้องรู้ก่อนว่า เกมส์ที่เราอยู่
มีกติกาอย่างไร
เมื่อรู้กติกา
กติกาการขอออกจากเกมส์ก็จะปรากฎออกมา
เราต้องการออกจากเกมส์
ก็ต้องทำให้ถูกวิธี

แต่จำไว้ว่า

ความสุข
เสียงเชียร์
ยามชนะ
ยามได้กำลังใจ
ยามฝึกซ้อม

ก็จะไม่มีอีกแล้วนะ

แน่ใจแล้วนะ
จะไปจากเกมส์

เกมส์การเป็นมนุษย์
เวียนว่ายตายเกิด

เพียงตัวเอง

ขณะนี้ รอบกายที่เห็นในขณะทำงาน
คือเพียงวัตถุที่ประกอบกันเป็นห้องทำงาน
ผมมองไม่เห็นมนุษย์หน้าไหนเป็นมนุษย์
ผมไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ ไม่ยอมรับสังคมใดๆ
ผมรู้เพียงว่า ผมไม่มีใครในหัวเหลืออีก
เพียงใช้เวลาให้มันผ่านไปเรื่อยๆ
จนกว่าจะครบกำหนดวันที่ผมจะไปได้

ผมก็จะไป

ผมคิดถึงใครคนหนึ่ง ตอนที่ยังทำงานด้วยกัน
เพียงคนที่ผมจะรู้สึกว่า นี่คือเพื่อน
ผมรู้สึกเหงา แต่ผมยังไปไหนไม่ได้

ผมก็จะรอ

บางครั้งผมบอกตัวเองว่า ผมทำได้
บางครั้งอ่อนแอเพราะสิ่งอื่นเข้ามา
ผมต้องอดทนให้ได้ ไม่มีใครตายเพราะความเหงา
แม้เหลือเราคนเดียว เพราะเราอยู่ที่นี่
ลำพังไม่ได้ ลำพังไม่จริง
แต่เราต้องทำให้มันเป็นลำพังให้ได้
เราไม่ต้องการคนที่ไม่จริงใจเป็นเพื่อนเราอีก

เราต้องทำ

มิถุนายน 04, 2550

Comment happy hum :P

อ่านแล้วมีความสุขมากๆเลยครับ เฮ้อ... someday we'll know!

๑) คุณเป็นแบบนี้มานานแล้วนี่... <== -_-"

๒) จมอยู่กับตัวเอง ติดอยู่กับเวลา...
ทำไมเธอไม่มา เธอหายไปนานเหลือเกิน...
วันและคืนเฝ้าหมองเหม่อ...
ใคร... ทำให้เธอห่างเหิน...

เพราะว่า ใจ ... กลัว ...

๓) เสียสละยังไง ไม่เข้าใจ ?

การสอนน้องๆเข้าใหม่ มันก็เป็นงานเป็นหน้าที่
ที่ต้องทำอยู่แล้วนี่ครับ?

คิดอยู่ งงด้วย...

มันคืออะไร...
เสียสละตรงไหน (ฟะ)

----

เซ็งเบื่อพวก comment พวกนี้ก็เลยไม่ให้มันโผล่ใน comment
แต่เห็นว่าอุตสาห์สละเวลาพิมพ์มาก็เอาวะ ซักหน่อย

เซ็งเปิดเซ็งไก่

มิถุนายน 01, 2550

คิดถึง นึกถึง

มีคนบอกว่า ไม่อยากใช้คำว่า "คิดถึง"
กับสาวคนหนึ่ง และได้ใช้ "นึกถึง"แทน
ประมาณว่า

ในใจอยากบอกว่า
"คิดถึงเราบ้างไหม ไม่ได้คุยกันหลายวันเลย"
แต่บอกไปว่า
"นึกถึงกันบ้างไหม ฯ"

ผมคิดว่าสองคำมีพลังไม่เท่ากัน
แต่จะยังไงเสีย
ถ้าเค้าถอยเวลาเรารุก ก็จงเข้าใจว่า
ไม่ต้องไปสนใจ

บทลงโทษของคนใจร้ายกับเรา
คือใจร้ายกลับไป นี่คือมติของฟ้า