แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ life แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ life แสดงบทความทั้งหมด

กรกฎาคม 11, 2550

ห ม ว .. . . . (Giant!)

กลางวัน ที่โรงอาหารของตึก Em... ผมพบ ... เธอคืออดีตแฟน (อดีด ตะ แฟน)
ผมเป็นฝ่ายผิดที่บอกเลิกกับเธอ เพราะผมหมดรักเธอก่อน

และผมก็มาคบกับเจ้าสาวของผมโดยเลิกกับเธอ (คือจะว่าไป ก็มีแฟนมาสองคน
คือคนแรกแล้วก็เมียเลย)

ผมไม่อยากคุยกับเธอ แต่ก็ต้องมาลุ้นกันว่า จะมีโอกาสไหม ที่ต้องจ๊ะหน้ากันตรงๆ
แล้วต้องเอื้อนเอ่ย.. คำรจนา!

เรือนไทย

จำได้ว่า ฝันบางครั้งจารึก ประทับติดตรึงลึกซึ้งเหมือนเสียงเพลงบางเพลง
ที่ขับกล่อมเข้าไปในรูหู แต่จารึกผนึกแน่นลงไปในกลางใจเราเสียอย่างนั้น

[ในฝันคืนหนึ่ง]
ภาพที่ผมเห็น คือเรือนไทย ผมอยู่ในเรือนไทย ย้อนกลับไปในอดีต สมัยคุณตา
คุณยาย คุณทวด ยังเป็นวัยรุ่น ผมมีความรัก มีคนรักที่เรือนไทยโบราณ
เธออยู่ที่นั่น หน้าเธอดูเป็นหญิงไทยโบราณเสียจริงๆ ผิวเธอคล้ำหน้าคมเข้ม
ไม่มีความหมวยซักนิด ผมรู้ดีว่า ผมตกหลุมรักเธอมาก

ความรู้สึกตื้อในอก เหมือนมีคนอยู่ในออกแล้วพยายามดันให้อกเราแยกออก
เพื่อหลุดออกมาจากอกนี้ เรียกว่าอาการ "หัวใจพองโต" สินะ

ผมรู้สึกจริงๆ สัมผัสที่แสนอ่อนโยน เหมือนหลุดอยู่ในอดีต และพบรักที่นั่น
เรือนไทย สาวไทย เรือนไม้หลังนั้น มองออกไปเห็นกิ่งก้านใบของต้นไม้ที่ผมเรียกไม่ถูก
ผมไม่มีความรู้มากนักกับเรื่องไทยโบราณ แต่ผมอยู่ที่นั่น เหมือนดูหนังไทยโบราณ
(แน่นอน ไม่ใช่หนังสงครามๆ) ที่มีบรรยายกาศและนักแสดง ที่ดูโบราณๆ



...

เราคงลืมทุกอย่างได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่ เราคงมีความอยากจำอะไรบางอย่าง
ซึ่งเป็นเหตุผลให้เราไม่สามารถลบเลือนบางอย่างออกไปได้ แม้เวลาผ่านไป..
นานแสนนาน

มิถุนายน 22, 2550

อีกคำ..

ตอนที่อยู่เยอรมัน เวลาก่อนที่จะกลับหลังเลิกเรียน
ผมเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยหิมะ
มันช่างโดดเดี่ยวมาก เดินไปเรื่อยๆ มองดูบ้านเมือง เดินจะปวดขาไปหมด
เพราะไม่รู้ทำอะไร

ตอนนั้นคิดว่าโลกนี้มีเราคนเดียว
เหมือนอยู่คนเดียว ไม่รู้จักใครเลย
อากาศก็หนาวมาก พื้นลื่น
ความรู้สึกโดดเดี่ยวและเหงาเข้ากระดูก
ถึงจะเป็นเวลาเพียงสั้นๆไม่กี่ชั่วโมง
แต่ก็เป็นความทรงจำที่ดี
ความจริงอาการเหงาๆแบบนี้มันเคยเป็นตอนอยู่อเมริกา

ช่วงแรกที่ไปไม่รู้จักใคร
ต้องขนของใส่รถยูฮอ
ขับคนเดียวหลังจากส่งเพื่อนลงที่มิชิแกน
มีแผนที่ในมือ
ขับรถผ่านถนนยาวไกล แปลกๆ
เพิ่งขับรถไม่นาน (เลนขวา)
ความรู้สึกตอนนั้นมันก็น่ากลัวนะ
เพราะต้องผ่านด่านเก็บเงินหลายแห่ง
ถ้าไม่มีเงินสดพอจะทำไงก็ไม่รู้
หรือถ้าหลงทาง เลี้ยวผิด
กลับก็คงลำบาก ไม่มี GPS นำทาง
ขับตามแผนที่ล้วนๆ
หรือตอนทำงานที่ปั๊ม กะดึก

อยู่คนเดียว เดินออกไปเทขยะ
ปั๊มอยู่ติดป่า
เปลี่ยวๆ แต่มีรถผ่านมาจอดมั่งบางเวลา
บางคืนอากาศหนาว
มองไปในที่มืดที่ไม่มีแสง หรือบางทีก็มีรถนานๆคันวิ่งผ่านไปมา
อารมณ์เหงาๆ มันก็กลับมา
แต่มันก็ดี เพราะเราเรียนรู้ที่จะอยู่คนเดียวจากสิ่งเหล่านั้น

คนเราเกิดมาเพื่ออยู่กับตัวเองอยู่แล้ว
ตอนตายถึงเราจะรักใครแค่ไหน
ใครรักเราแค่ไหน
แต่คนที่ต้องเผชิญกับความตายก็คือตัวเราเอง
ไม่ว่าจะมีความผูกพัน ความรัก ความเกลียด
ความแค้น แค่ไหน
เวลาตายมันก็ต้องเจอกับตัวเอง

ผมเรียนรู้การอยู่กับตัวเองตลอดเวลามาตั้งนานแล้ว
ไม่เคยคิดว่าต้องมีใครที่ต้องผูกกับเราตลอด
ไม่มีทางอยู่แล้วล่ะ
เพราะฉะนั้นผมคิดว่า
เวลาเราโดนทิ้งก็เหมือนเวลาเราอยู่คนเดียว
เป็นอากาศธาตุที่ล่องลอย

เราสามารถเป็นตัวเองได้มากที่สุดตอนที่ไม่มีใครสนใจ
...

alone..in the Macro

ผมสงสัยตัวเองว่าทำไมบางครั้งจึงต้องมีความรู้สึกชัดเจน
แม้รู้ว่าบางอย่างไม่ควรเกิด แต่ก็เกิดขึ้นเพราะอารมณ์
จริงอยู่ คนเราต้องการเหตุผลในแต่ละเรื่อง
บางครั้งเรื่องบางเรื่อง อาจไม่มีเหตุผล

เพียงความรู้สึก อยากพบใครบางคน

.... เศร้า

มิถุนายน 21, 2550

ริมทะเล Hastings

วันแรกที่ไปพักกับแฟมิลี่ ประมาณ 16 ปีที่แล้ว
จำได้ว่า ในบ้าน มีผู้หญิงสองคน และลูกชายตัวเล็กๆ จอมกวน
คนหนึ่งอายุมาก อีกคนยังไม่มากเท่าไร
ห้องที่พัก ต้องพักร่วมกับหนุ่มผิวดำจากแอฟริกา (จำชื่อประเทศไม่ได้แล้ว)
รู้แต่ว่า ไม่ค่อยชอบพักร่วมกับคนอื่น (เป็นคนไม่ชอบคนแปลกหน้า:P)

วันแรกที่เดินฝ่าลมหนาว(โคด) ไปโรงเรียนภาษานั้น
จำได้ว่า หนาวมากๆๆๆ ใส่เสื้อหนาวแล้ว แต่มือแข็งเป็นน้ำแข็งเลย
ไม่แน่ใจนักว่า หิมะตกหรือเปล่า แต่เป็นช่วงปิดเทอมใหญ่ ทำไมยังหนาว(วะ)

เมืองนี้ มีความทรงจำสวยงามมาก เพื่อนคนไทยน้องๆ พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ไปด้วยกัน
จำได้ว่า สนุกมาก และประทับใจมาก ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ครั้งแรกก็ที่นี่
คือ รู้สึกว่าเราเป็นเจ้าชีวิตตัวเอง การคุยกับคนร้านขายของ
การซื้อ fish and chip กิน (หรือ French fried บ้านเราแหล่ะ)
การซื้ออาหารทะเลใน super มากินที่บ้าน

และการซื้อทีวีจอ 9 นิ้ว มานั่งดูในห้องนอน! (บัดซบเจงๆ พ่อส่งให้มาเรียน ดันซื้อทีวี!)

สรุปว่า คิดถึง ภาพมันเลือนลางแล้วล่ะ แต่จำได้ว่า ประทับใจมากๆครับ

มิถุนายน 20, 2550

หัวใจรุมเร้า

เสียงหัวใจ...เต้นแรง วันก่อนที่ผมจะเอาดอกไม้ไปให้เธอ
ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นม.5 วิธีการคิดให้กล้าของผมคือ
ผมคิดว่าผมต้องตาย คนเราต้องตาย ชีวิตทุกชีวิต แม้แต่ทักษิณก็ต้องตาย
ยากจน รวยล้น หัวดี โง่บัดซบ ไม่พ้นความตาย

"กะอีกแค่เอาดอกไม้หนึ่งดอกไปให้เธอตอนวันวาเลนไทน์เนี่ยนะ"

ผมคิดว่าผมต้องทำได้
จำได้ว่า วันนั้น ผมซื้อดอกกุหลาบหน้าประตูโรงเรียน ราคา 10 บาท จากนั้น ก็เดินดุ่ม
เอาดอกไม้ให้เธอ... เธอรับ หน้างงๆ

ช่วง ม.5 ความรักที่มีต่อสาวคนหนึ่ง ช่างสุดยอด
มันเป็นความรักที่ทำให้ผมเรียนดี เป็นความรักที่ประหลาด
ทั้งๆที่เธอไม่เคยได้คบกับผมเป็นแฟน
หลายครั้ง ที่ผมโทรไปแล้วเราคุยกันเป็นชั่วโมง

ผมรู้สึกว่าเธอหยิ่ง
เธอเคยบอกผมว่า ผู้หญิงต้องมีสิทธิเลือกผู้ชาย เพราะเป็นเพศเสียเปรียบ
ผมไม่เหมาะกับเธอหรอก เพราะครั้งนั้น วันงานกีฬาสี หลังจากที่พวกเราจบออกไป
(แม้จะออกไปเพราะสอบเทียบ ม.6 ไม่ได้เรียนครบ 3 ปีก็เถอะ)
เธอมองผมด้วยสายตาแบบนั้น
ความรักที่เคยมีมันหมดทันที ผมไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป...

แต่ในห้วงสมองของผมที่จำได้คือ ความรักตอนนั้น ทำให้เรียนดี
เล่นกีฬาด้วย (ผิดปรกติวิสัยตัวเอง) มันเป็นความรักที่สร้างสรรค์
ครั้งเดียว และครั้งสุดท้าย ... ลืมไม่ลงจริงๆครับ

มิถุนายน 19, 2550

อเมริกา รำลึก ...

จำวันที่เหยียบนิวยอร์คได้ไหม คำตอบคือ จำไม่ได้ แต่จำกิจกรรมบางอย่างได้
ช่วงปีแรกที่อยู่ คอนเนคติกั๊ต การมานิวยอร์คของผม คือการเอารถไปจอดย่านฟลัชชิ่ง
ซึ่งที่ได้รู้จักว่า แถวนั้น จอดได้ฟรีทั้งวัน โดยไม่ต้องเสียค่าจอดรถ เพราะพี่โอม
ซึ่งเวลาปิดเทอม จะมาเช่าห้องอยู่ที่นิวยอร์คเพื่อทำงาน (ร้านอาหาร)
จากนั้น ก็จะลงรถไฟฟ้าใต้ดิน นั่งประมาณ 45 นาทีได้ (นานมากๆ) เพื่อไปลงย่าน
แมนฮัทตั้น เป้าหมายในการเดิน

สำหรับนิสัยคนที่ไม่มีกิจกรรมอะไรมากมาย นอกจากหนังสือ ดนตรี ภาพยนตร์
การไปนิวยอร์คของผม ไม่ใช่ไปเดินพิพิทธภัณฑ์ หรือ มิวเซี่ยม แต่คือ .. การไปเดินซื้อของ

จำได้ว่า ผมไปคนเดียว สถานที่โปรด ร้านขายการ์ตูน ที่กระจัดกระจายสองสามแห่ง
หนังสือการ์ตูนที่อเมริกา เล่มนึงก็ 10 กว่าเหรียญ เปิดดูข้างในได้
ผมก็ไม่ได้ซื้อมากมายอะไร เพียงแต่ชอบไปเดินดู และก็คว้ากลับมาบ้าง ไม่เกินสองสามเล่ม

ส่วนเพลงนั้น จะไปเดินร้านใหญ่ๆ พวก เวอร์จิ้น เรคคอร์ด ไม่ค่อยกล้าเข้าร้านเล็กๆ
เพราะกลัวคนขาย (ฮา) ปกติเป็นคนขี้อาย ไม่ค่อยคุยกับฝรั่งหรือคนแปลกหน้า
แต่ด้วยหน้าที่เป็นแคชเชียร์ประจำปั๊ม จึงจำเป็นต้องทำตามคำสั่งของเมเนเจอร์ชาวมาเล
ว่าต้องพูด "สวัสดีครับ" ทุกครั้งที่มีลูกค้าเข้ามาจ่ายเงิน (แต่จริงๆก็ไม่ค่อยพูดหรอก :P )

นานแค่ไหนแล้ว ที่ไม่ได้สัมผัสชีวิตแบบนั้น เป็นชีวิตแบบคนเดียว
บางครั้ง ตื่นไหว ตอนเช้าก็จะไปว่ายน้ำที่สระที่โรงยิมมหาวิทยาลัย
แต่ถ้าตื่นไม่ไหว (เพราะทำงานกะดึก) ก็จะเดินออกไปหาอะไรกินที่ข้างล่างอพาร์ตเมนต์

เพราะปกติ อยู่เมืองไทยไม่เคยมีชีวิต "ด้วยตัวเอง"
การไปอยู่อเมริกาสองปีกว่า
คงช่วยให้รู้ว่าชีวิตที่ต้องจัดการตัวเอง
(แม้จะไม่สวยหรูจนน่าทึ่ง)
แต่ก็เกิดขึ้นจริงกับผมมาแล้ว ครั้งหนึ่ง...

มิถุนายน 14, 2550

วันนี้เป็นวันอะไรวะ

บรรลุ เขมิยาทร หรือ ละมั่ง เพื่อนสมัยประถม เกิดวันที่ 14 มิย. 2519
มันเป็นวันดี เพราะมันเป็นวันเดียวกับที่ผมเกิด แต่ดีกรีความเจ๋งในเชิงศิลปะ
เพื่อนผมมันเหนือกว่าผมเยอะ

แต่อย่างไรก็ดี ผมก็ดีใจที่มีฐานพลังอยู่ อย่างน้อยก็รู้ว่าคนเกิดวันนี้เป็นไง
ถึงไม่เหมือนกันทั้งหมดในรายละเอียด แต่อย่างน้อย ก็มีบางส่วนคล้ายคลึง

กมลชัย ก็เกิดวันเดียวกับผม และอีกสองสามคนที่ผมรู้
นอกจากนั้น ในชีวิต ยังมีคนที่เกิดวันที่ 14 มิย อีกหลายคน
(แต่คนละปี) แม้แต่ ภราดร ศรีชาพันธ์ ก็เกิดวันนี้ด้วย (จ๊าก)

เอาวะ วันนี้เป็นวันอะไรวะ

เป็นวันที่ผมเกิดมาเมื่อ 31 ปีที่แล้วว่ะ
Happy Birthday

ขอบคุณ sms ของ เมียจ๋า พี่ฝน น้าแอ๋น สิงโต และ mms ของ เมียจ๋า, เป้
แก่อีกปีแล้ว

อ้อ วันนี้มีคนเกิดสามคนพร้อมกัน ที่ออฟฟิซ ได้กินเค้กด้วย
แล้วตอนกลางวันก็ไปกินกันที่ร้านข้างๆตึก... พี่ฝนมากินด้วย :)

สัมผัส

ทำไม iPod ถึงขายดี เมื่ออาทิตย์ก่อน ได้ลองเล่น iPod VDO ของนิว
น้องที่ทำงาน พบว่า ตัวเครื่องถูกห่อหุ้มด้วยซองซิลิโคน แต่..
ระบบการหมุนยังทำงานได้ดี แปลว่าอะไร น่าสนใจ มันไม่ใช่ระบบสัมผัส
แต่มันคือ ระบบอ่านความร้อนของนิ้ว ?? หรือเปล่า

ผมไม่รู้ว่าระบบกงล้อของ iPod ทำงานอย่างไร แต่ผมว่าเจ๋งดี
ทำไมขายดี ก็เพราะเจ้าความเก๋ของคนคิดน่ะสิ มนุษย์บางครั้ง
คล้ายอยากสัมผัสแต่ไม่ใช่การสัมผัสตรงๆ แต่ผ่านม่านเล็กๆ
ที่ไม่มีผลกระทบต่อการตอบสนอง

บางที การบอกรัก ก็ไม่จำเป็นเท่าการมองตากัน
นั่นคือระบบสัมผัสของ iPod

มิถุนายน 13, 2550

รักระยะสั้น

ทั้งคู่พบกันไม่นาน
แต่เป็นความพอใจของผู้ใหญ่ ทั้งคู่เลยได้แต่งงานกัน

บางคนกำลังทนอยู่
คนที่รู้จักกับคนหนึ่งในคู่นั้นยาวนานกว่าคู่นั้น กำลังเศร้า

"เธอคือรอยร้าวของกาลเวลา ที่ตราอยู่ในหัวใจ
ไม่มีทางหาย ยังคงว่ายเวียน ตราบยังมีลมหายใจ"

เธอเอาเนื้อเพลงบางส่วนไว้ที่ msn ของเธอ (เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน)

ความรักคืออะไร
มันเป็นเรื่องของใคร ระหว่าง คนผู้นั้น หรือคนที่ทำให้คนผู้นั้นเกิดมา...

อืมมมมม someday we'll grow

มิถุนายน 12, 2550

ความทรงจำของสายลม

"เธอมองจ้องหน้าเราทำไม" น้อยถามผม
เป็นชั่วโมงพละ ของโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง
เป็นชั่วโมงของชั้นประถมศึกษาปีที่ห้า ห้องป.ห้าทับ.. จำไม่ได้แล้ว

"เธอตาเหมือนเหยี่ยว" ผมตอบน้อย

เรื่องมันนานแล้ว ประมาณเกือบยี่สิบปีได้
เธอคือรักครั้งแรกของผม ที่ทำให้ผมรู้จักว่า
ความรักแบบหนุ่มสาว เป็นอย่างไร

และในเวลานั้น ผมไม่กล้าทำอะไร
ความทรงจำที่มี ที่เป็นการแสดงออกถึงความรู้สึก
มีเพียงเรื่องตาเหยี่ยว ที่ว่าเท่านั้น

เราพบกันอีก ตอนม.ต้น
ดันเข้าที่เดียวกันได้อีก แต่... แทบคุยกันนับคำได้

ความทรงจำสองเรื่อง เรื่องแรก การแข่งฟุตบอลห้อง ผมเล่นด้วย
เป็นตัวอะไรจำไม่ได้ ปกติไม่ได้เล่นบอลเท่าไหร่
ผลออกมา ทีมผมแพ้ และจำได้ว่าน้อยอยู่ห้องเดียวกับผม (หรือไม่ก็มาเชียร์ด้วย)
ผมไม่กล้ามองหน้าน้อยที่นั่งที่เก้าอี้เชียร์ตอนบอลเลิก และห้องผมแพ้

เธอเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
ผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ผมเดาว่า... เป็นคำให้กำลังใจ

....

ระวังเสียใจกับสิ่งที่มีโอกาสทำ แต่ไม่ทำนะ
เวลาชีวิตคนเรามันสั้นนัก
เราย้อนเวลากลับมาไม่ได้แล้ว แต่ที่แน่ๆ เรายังมีความทรงจำ

....

...ขอบคุณนะ... สำหรับกรอบรูปของขวัญวันแต่งงาน :)

มิถุนายน 11, 2550

คิดถึง(โว้ยยยย)

ใกล้ถึงวันเกิดแล้ววววว...

เมื่อวันศุกร์ โทรไปหาพี่ฝน และรู้ว่าพี่ฝนจำวันเกิดผมไม่ได้ ! 55
แต่ไม่เป็นไร จำไม่ได้ ก็จะเตือนเองวะ

คิดถึงวันเก่าๆ ปีที่แล้ว ผมไปกินที่แมคโดแนล
ปีก่อนกินไหนหว่า ไม่แน่ใจ

ชอบจัง อบอุ่นดี มีความสุข บางครั้งก็สุขเกินไป
ผมดีใจที่ได้รู้จักกับพี่ฝน
คนที่เราสบายใจเมื่ออยู่ด้วย สบายใจเมื่อได้คุย
เป็นเพื่อนกันจริงๆ ซึ่งหายากนะ
ว่ากันแล้ว ผมอาจไม่เคยมีเลยก็ได้ 555 (ไม่หรอก มีครับ อย่างน้อยก็ สักพวยละวะ)

ช่วงที่ทำงานด้วยกัน ผมยังรู้สึกว่าคนอื่นมันจะคิดว่าเราเป็นแฟนกันป่าววะ
จริงๆแล้วป่าวเลย ผมรู้สึกว่าพี่ฝนเป็นเพื่อนสนิท
ไม่ได้คิดจะเป็นแฟน ผมรู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้
เป็นคนพูดจาตรงๆ ไม่ยุ่งยาก แล้วก็มีปัญหาอะไรก็พูดมา
ไม่มีนิสัยแบบประมาณเก็บเงียบ กัดที่หลัง

แต่ยังไงก็แล้วแต่ พี่ฝนไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว
เพราะชีวิตต้องเดินต่อไปตามทางของตัวเอง
ยังดีที่ว่า ที่ทำงานของเขาไม่ได้ไกลจากที่ผมอยู่นัก

บางครั้งช่วงนี้ผมรู้สึกตัวคนเดียวจริงๆครับ
แย่นะ เพราะอะไรๆมันค่อยๆเปลี่ยน
อยากให้พี่ฝนทำงานอยู่ที่นี่ด้วยกันจัง
เพราะอย่างน้อยผมคงมีคนที่คุยได้ทุกเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องความกลุ้มใจที่เกิดบ่อยๆ
ตามประสาคนชอบจินตนาการนั่นแหล่ะ

เฮ้อ... คิดถึงพี่ฝนว่ะ

การตอบสนอง บางครั้งสำคัญกว่าสิ่งอื่น

นานมากแล้ว ที่ผมให้ใครบางคนที่รู้จักยืมของไป
และอีกเช่นกัน บางครั้งก็ให้ไปเลย ไม่ใช่ให้ยืม
แต่หลังจาก... หลังจากให้ยืม หรือให้ไปเลย
ผมแทบไม่เคยได้รับการตอบสนองจากสิ่งที่ทำเลย

ยกตัวอย่าง พวกหนังซีรีส์ต่างๆ เวลาอยากได้
คนผู้นั้นจะถามว่าผมมีไหม และบอกยืมไปนานนะ
แต่ไม่เคยที่จะพูดถึงมันอีกหลังจากนั้น
เช่น การพูดถึงว่าหนังเป็นอย่างไร สนุกอย่างไร
ขอบคุณที่ให้ยืมนะ สนุกมากเลย

การตอบสนองบางครั้งสำคัญ บางครั้งคล้ายไม่มีค่ากับใครบางคน
คนที่ลืมบุญคุณคนอื่น มักอยู่ในโลกนี้ด้วยความปวดร้าว
ผมเชื่อว่าซักวัน กรรมจะทำให้คนประเภทนั้นตาสว่าง
และรู้ว่าอะไรคือคำว่า "น้ำใจเล็กๆน้อยๆ ที่ควรค่า"
ซึ่งคงไม่มากไปกว่า ให้ความสำคัญกับ "น้ำใจ" ของคนอื่นด้วย
อันเป็นวิถีของคนที่ มีความเป็นมิตรให้แก่กัน

และเมื่อถึงเวลานั้น เขาอาจมาบรรยายความสุข
และสิ่งที่ได้รับ จากการที่เอาของผมไปยืม หรือที่ผมให้

เช่นเพลงเพราะมากเลย ขอบคุณที่ทำให้เรารู้จักเพลงแบบนี้
หรือ เพลงแบบนี้เราไม่ค่อยชอบนะ เราว่าน่าเบื่อมากเลย
แต่ก็ขอบคุณนะ หรือโอ้ว หนังอะไรเนี่ย ทำไมนองเลือดแบบนี้

ผมว่า คำพวกนี้ อาจฟังดูไม่มีค่าอะไรในสายตาคนๆนั้น
แต่สำหรับผม ผมถือว่ามันมีค่ากว่าการตอบแทนด้วยสิ่งอื่นๆเสียอีก
ใช้เวลาซักนิด คิดถึงใจคนอื่นบ้าง ชีวิตจะดีขึ้น

เป็นไปได้ไหม ในใจเขา กำลังทำอะไรบางอย่าง แก้แค้น?
หรือต้องการทำให้ผมเจ็บปวด เพราะรู้ว่าผมต้องเจ็บ
ถ้ามันเป็นแบบนี้ ผมก็คงพูดไม่ออก

ปล. ผมจำได้ วันนั้น พวกเราไปงานฉลองวันเกิดใครบางคน
และคนๆนั้นออกมาช้า ทำให้ไม่ได้ไปด้วย และเสียใจ
ผมโทรไปขอโทษ ด้วยความเสียใจจริงๆ จำได้ว่า ผมได้ยินเสียงเขาร้องไห้?
ใช่... สำหรับผม คนที่เราแคร์คือเพื่อนของเรา
คนที่ไม่แคร์ แม้ดำเนินชีวิตในทำนองทำร้ายเรา ทำให้เราเสียใจ
คนพวกนี้ ไม่มีค่าพอกระทบใจเรา แต่คนที่เราห่วง เราแคร์
แม้เพียงเล็กน้อย เราก็คิด.. เพราะเรามองเห็นความสำคัญของเพื่อนเราเสมอ

มิถุนายน 10, 2550

เกมส์..

เราอยู่ในเกมส์
ทุกคน
ไม่มีใครหลุดพ้น
ผลของเกมส์
มีแพ้ ชนะ เสมอ
เท่านั้นเอง

เราต้องการออกจากเกมส์ไหม
ถ้าต้องการ
เราต้องทำอะไรบ้าง
อย่างแรกเลย
ต้องรู้ก่อนว่า เกมส์ที่เราอยู่
มีกติกาอย่างไร
เมื่อรู้กติกา
กติกาการขอออกจากเกมส์ก็จะปรากฎออกมา
เราต้องการออกจากเกมส์
ก็ต้องทำให้ถูกวิธี

แต่จำไว้ว่า

ความสุข
เสียงเชียร์
ยามชนะ
ยามได้กำลังใจ
ยามฝึกซ้อม

ก็จะไม่มีอีกแล้วนะ

แน่ใจแล้วนะ
จะไปจากเกมส์

เกมส์การเป็นมนุษย์
เวียนว่ายตายเกิด

มิถุนายน 01, 2550

คิดถึง นึกถึง

มีคนบอกว่า ไม่อยากใช้คำว่า "คิดถึง"
กับสาวคนหนึ่ง และได้ใช้ "นึกถึง"แทน
ประมาณว่า

ในใจอยากบอกว่า
"คิดถึงเราบ้างไหม ไม่ได้คุยกันหลายวันเลย"
แต่บอกไปว่า
"นึกถึงกันบ้างไหม ฯ"

ผมคิดว่าสองคำมีพลังไม่เท่ากัน
แต่จะยังไงเสีย
ถ้าเค้าถอยเวลาเรารุก ก็จงเข้าใจว่า
ไม่ต้องไปสนใจ

บทลงโทษของคนใจร้ายกับเรา
คือใจร้ายกลับไป นี่คือมติของฟ้า

พฤษภาคม 30, 2550

ความสุขในชีวิตอย่างหนึ่ง

คือการแอบหลงรักคนที่มีเจ้าของแล้ว
แล้วเธอคนนั้นก็หันมายิ้มให้เราอย่างจริงใจ
ตามมาด้วยการพูดคุยด้วยความกันเอง
และตามมาด้วยการเป็นเพื่อนกัน
และค่อยๆเปลี่ยนความสัมพันธ์จากเพื่อน
เป็นคู่แอบรัก...

ละมั้ง

พฤษภาคม 29, 2550

ธรรมชาติ

เมื่อสายลมพัดเข้ามา ตัดสินใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
คงไม่มีอะไรมากกว่าการคิดแบบตรงไปตรงมา
เราควรเริ่มต้นชีวิตแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

การเริ่มต้นส่งเสียงร้องออกไปยามค่ำคืนลมหนาว
เพียงต้องการเสียงขานตอบกลับแห่งความมืด
แท้จริงแล้วไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่เราต้องส่งเสียง
เพราะเราเองย่อมอยู่ที่นั่นเพียงพอ

คงไม่มีอะไรต้องคิดมากอีกต่อไป หากว่า
วันนี้คือวันที่ดีที่สุดในชีวิต คิดแบบนี้เสมอ
คิดว่าเรากำลังเดินทางไปในความมืดเพียงลำพัง
เราเข้าใจอะไรจากเสียงลม แรงลม และความฝัน
เรารู้ว่าชีวิตแท้แล้วไม่มีอะไรสำคัญกว่านั้นเลย
หากเพียงเราเกิดมาอยู่ที่นี่ รับรู้ว่าเราคือเรา
แต่ไม่ได้มีความหมายไปกว่าการผ่านมาและจากไป

ขอเพียงแต่ แสงสว่างที่ส่องทางให้เรา
ยังคงอยู่คู่เรา เราจะไม่หลงทางไปในทางที่ผิด
เราหวังว่า ทุกวันแห่งชีวิต คือวันที่ดี

พฤษภาคม 28, 2550

Die

ขณะหลับ ความคิดเรื่องความตายบังเอิญผ่านเข้ามา
เหมือนการเปลี่ยนจากสิ่งที่เรารู้ เป็นสิ่งอื่น
ความกลัวเข้ากระดูกดำ
ลุกขึ้นมาจากที่ กัดนิ้วตัวเอง แล้วก็เอามาตบหน้าตัวเอง

บางทีการทำแบบนี้ อาจเพียงเพื่อทำให้หมดสติ
เมื่อหมดสติ ความรู้สึกกลัวก็จะหายไป
อ่านการ์ตูน เก็น ของสนพ มติชน
เล่ม 8 พูดถึงเฮโรอีน
เวลาทหารไปรบ จะกลัวตายคาสนามรบ
พวกเขาใช้ เฮโรอีน เพื่อให้ไม่มีสติตรงนั้น
ทำให้หมดความกลัวตาย

บางที การมีชีวิต รับรู้ว่ายังมีชีวิต
ก็เจ็บปวดได้ และทุกข์ทรมานได้
ใช่จำเป็นต้องป่วย หรือมีปัญหาเสมอไป
อยู่ดีๆ เมื่อหวนคิดถึงสิ่งที่ต้องเกิด
แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรอย่างความตาย
ก็ทำให้เราเจ็บปวดได้เหมือนกัน

พฤษภาคม 16, 2550

เสียสละ

เสียสละ...
เคยคิดไหม...
มันคืออะไร...

ผมหลับตาลงอีกครั้ง
วันนี้ พรุ่งนี้ มะรืนนี้ ฝนอาจตก

ผมเจ็บคอ และนั่งลงทำงาน
ยังต้องเตรียมการสอนน้องๆเข้าใหม่

พรุ่งนี้แล้วสินะ!

พฤษภาคม 08, 2550

โอวาทสี่ ท่านเหลี่ยวฝาน

แปลงไฟล์ document โอวาทสี่ท่านเหลี่ยวฝาน
มาเป็น file .lit สำหรับดูใน ms reader ที่ Pocket PC
แล้วจากนั้น เมื่อวานนั่งอ่านระหว่างไม่มีไรทำ
แล้วรู้สึกอิ่มใจเล็กๆ บอกไม่ถูก

ใจความที่สำคัญ ที่อยากบอกคือ

คนเรามีชะตาชีวิตกำหนดทุกคน
ตามกรรมที่ตนได้ทำไว้
และกรรมจะกำหนดชีวิตของคนเรา

อ๊ะ ๆ อย่าเพิ่งแย้งครับ

ท่านเหลี่ยวฝาน ได้รับคำทำนายจากผู้เฒ่านักพยากรณ์
ที่ทำนายแม่นเหมือนตาเห็น แบบเป๊ะๆๆๆ

และท่านก็เชื่ออย่างนั้นไปเรื่อยๆ ทำให้ท่านไม่ทำอะไร
ไม่ทะเยอทะยาน กลางคืนก็เอาแต่นั่งสมาธิ รอให้ชะตาพาไป
ตามคำทำนายทุกอย่าง ไม่ขวนขวายไรเลย

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ไปพบกับพระที่เก่งมากท่านหนึ่ง
ท่านก็สงสัยว่าทำไมท่านเหลี่ยวฝานจึงสามารถทำสมาธิได้
สามวันสามคืนติด ไม่วอกแวกเลย จึงถามท่านไป
ท่านเหลี่ยวฝานก็บอกว่า เพราะท่านทำประจำ
และเล่าเรื่องคำทำนายให้กับพระฟัง

พระฟังแล้วหัวเราะ และบอกว่าที่แท้ท่านก็ยังเป็นปถุชน ธรรมดา
ไม่ได้วิเศษเหนือนมนุษย์อื่นๆ
ท่านเหลี่ยวฝานได้รับคำแนะนำจากพระว่า
คนเรามีชะตากำหนด เดินตามชะตาชีวิตไป คือคนธรรมดา
คนที่ไม่ธรรมดา คือคนที่สามารถหลุดจากชะตานี้
นั่นคือ หมอดูจะมาทำนายไม่ได้แล้ว
เพราะชะตาไม่สามารถทำอะไรคนที่ไม่ธรรมดาได้

คนไม่ธรรมดาที่ว่าคืออะไร
คือคนที่ทำความดี ทำความดีโดยที่ไม่คิดถึงประโยชน์สุขตน
เสียสละ และแบ่งปัน มีน้ำใจให้กับคนอื่นๆ โดยไม่หวังผลตอบแทน
เมื่อทำความดีมากๆ กรรมที่เราต้องชดใช้ก็จะได้รับการอโหสิกรรม
หรือไม่สามารถตามมาทัน เพราะเราอยู่เหนือกรรมนั้นแล้ว
หมายความว่า กรรมยังคงอยู่ ในแนวคิดแบบพุทธ
กรรมไม่เคยหาย ทำกรรมแล้วกรรมก็ยังคง
ไม่สามารถล้างบาปได้แบบชาวคริสต์ แต่... เราทำให้มันไม่มามีผลได้ครับ

อ่านแล้วได้แต่คิด ทุกวันนี้เราทำความดีกันเพียงพอหรือยัง
การทำดีที่ดีที่สุด คือการทำความดีแบบไม่หวังผล ไม่ให้คนอื่นรับรู้
เพราะการทำดีแบบประกาศ ผลแห่งความดีจะถูกแบ่งออกไป
แบ่งอย่างไร ก็คือการที่มีคนมาสรรเสริญ หรือชื่นชม
นั่นคือเราได้รับผลบุญแห่งการทำความดีแล้ว
และความดีที่ควรจะมี ก็จะถดถอยลงไป

นั่งคือ การปิดทองหลังพระ จะได้กุศลมากกว่าการทำบุญแบบให้คนรู้

.... บุญรักษาครับ