กันยายน 20, 2550
บางครั้ง ความทุกข์ทำให้ชีวิตไปในทางที่ดี -- Cinema Paradiso
กับต้องพลัดพรากจากคนรัก ทุกข์แสนสาหัส แต่...ใช้ความทุกข์
เป็นพลังขับดันในการทำงานสร้างสรรค์ผลงานได้สำเร็จ
ประสบพบกับชื่อเสียง จากที่ไม่มีอะไรเลย กัดฟันสู้
เป็นคุณ จะเลือกอย่างไหน
หนังเรื่อง Cinema Paradiso ยาวมากครับ และหนังได้จุดประเด็น
ที่ผมคิดว่ายิ่งใหญ่มากๆ ก็คือ ถ้าคุณเป็นอัลเฟร็ด
คุณจะทำให้โตโต้ พบกับความรักที่สมหวังกับคนที่เขารัก
หรือคุณจะทำอย่างที่อัลเฟรดทำ ทำให้โตโต้ผิดหวัง
แต่กลับเป็นพลังทำให้เขาสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนกระทั่ง
เป็นผู้กำกับหนังที่ยิ่งใหญ่ เมื่ออัลเฟรดเห็นแววว่าโตโต้จะทำได้
เพียงแต่ถ้า โตโต้เลือกที่จะไปทางความรัก สิ่งนั้นจะทำให้
โตโต้มีภาระ และคงทำให้เขาจบลงเป็นเพียงพนักงานฉายหนังต่อไป
แต่อัลเฟรด เลือกจะทำให้คนที่เขารัก คือ โตโต้ เจ็บปวด
นั่นคือ หลอกไม่ให้โตโต้ กับคนที่รัก สามารถติดต่อกันได้สำเร็จ
เขาเลือกแบบนี้ เพื่ออนาคตของโตโต้เอง
ภาพฟิลม์ที่ระลึก ของชิ้นสุดท้ายที่อัลเฟรดเหลือให้โตโต้ หลังจากที่ตาย
มันคือ footage เก่าๆ ของฉากจูบจากหนังมากมาย ที่โดนตัด สมัยโตโต้ยังเล็ก
มันคือตัวแทน หรือสัญลักษณ์ของความสมหวังในรัก
อัลเฟรดเลือกจะเป็นผู้เก็บรักษาความสมหวังในรักของโตโต้ไว้ในกล่องใส่ฟิลม์นั้น
รอวันที่เขาตาย และให้โตโต้ได้เห็น เขารู้ว่าเขาอาจทำผิดที่ทำร้ายจิตใจโตโต้
แต่นั่น กลับเป็นสิ่งที่ถูก เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณจะเข้าใจว่า ทำไม ความรัก
ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญและบางครั้งยังอาจมีผลต่อชีวิตข้างหน้าของคุณด้วย
ผมคงไม่มีความเห็นขัดแย้งใดๆกับอัลเฟรด
แต่สำหรับผม เรื่องรักคือเรื่องใหญ่ที่สุด ผมไม่เชื่อในความคิดอัลเฟรด แต่ผมเข้าใจ
ดังนั้นถ้าเป็นผมจึงเลือกเดินตาม "ความรัก" มากกว่า "ความสำเร็จ" ครับ
ไม่ว่าผมจะอายุเท่าไร ผมเชื่อว่า ความรัก คือความสำเร็จ
มันสำเร็จกว่าความสำเร็จใดๆ ถ้าผมจบลงที่เป็น โนเนม หน้ามึน แต่ตลอดมา
ผมมีคนรักที่อยู่ข้างกายผมเสมอๆ จนวันสุดท้ายของชีวิต
ผมคิดว่า ผมเลือกจะเป็นโนเนม ดีกว่าเลือกเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่เคย
มีคนรักเคียงข้างเลย.. ชีวิตที่เหมือนตายทั้งเป็น กับชีวิตที่เต็ม
ผมเลือกที่แบบหลัง...
กันยายน 18, 2550
Cinema Paradiso (สะกดแบบนี้ป่าวหว่า) กับ Electric Shadow
ทำให้นึกถึงงานเขียนหนึ่งในหนังสือหนัง ที่บอกว่า
หนังเรื่อง Electric Shadow ให้อารมณ์แบบหนังเรื่อง Cinema Paradiso
ผมชอบหนังเรื่อง Electric Shadow มาก โดยเฉพาะนักแสดงเด็กซน
ตาหยี ที่กวนๆ เป็นอะไรที่น่าประทับใจสุดๆ (เด็กเล่นดีมากๆ คัดตัวแสดงเก่ง)
สำหรับ Cinema ฯ ที่ผมคาดว่า คงให้อิทธิพลกับ Electric Shadow
กลับขาดรสชาติ บางอย่าง แต่หนังก็ดีมากๆเช่นกัน
ดูแล้วรู้สึกอยากดู Electric Shadow อีกรอบเลยอ่า :)
ปล. มีแต่ VCD อยากได้ DVD เก็บซะและ (หมายถึง Electric Shadow)
กรกฎาคม 17, 2550
harry potter 5 !
ดูแล้วคร้าบบบ :)
กรกฎาคม 05, 2550
The First Contact (Nice no Mori ) หนังใหม่ ของผู้กำกับ Taste of Tea

Directed by Katsuhito Ishii
Japan 2006 / Drama / Fantasy / 149 min / Color / Dolby 5.1 / 1.85: 1 Widescreen Anamorphic / NTSC / In Japanese with Optional Thai and English Subtitles
Asano Tadanobu | Miki Shunichiro
Nice no Mori - The First Contact may well be the strangest, most memorable film you'll ever see. Based on a popular series of canned coffee TV ads, the geniusly nonsensical Nice no Mori stretches the cinematic boundaries with an open narrative, outlandish characters, unpredictable stories, and a massive dose of surreal wackiness that defies all conventions. Combining the directorial talents of Ishii Katsuhito (Taste of Tea and Shark Skin Man and Peach Hip Girl), Ishimine Hajime (Custom Made 10:30), and Miki Shinichiro, the man behind the Smap Short Films, this colorful, creative omnibus film needs to be seen to be believed.
Asano Tadanobu and Terajima Susumu reprise their coffee ad roles as the Guitar Brothers, two geeky brothers trying to find girlfriends. Instead, they encounter an endless line-up of peculiar characters and off-the-wall situations. Their experiences are divided into a series of short stories and skits with just about everything you can think of thrown in - stand-up comedy, animation, music and dance sequences, commercials, an intermission, and, of course, some little aliens. Director Ishii himself described it as gags connected with more gags. Anything goes in this hyperactive, delightfully bizarre comedy, and the end result is sure to leave a goofy smile on your face.
กรกฎาคม 02, 2550
Transformer หนังแฟนตาซีหุ่นยนต์ดูสนุก เอามัน แต่....
Transformer เป็นชื่อเรื่อง มาจากการ์ตูนฮิตของอเมริกา
รู้สึกว่าหนังจะเขียนได้บันเทิงดีทีเดียว (พิจารณาจากภรรยาผม เธอชอบมาก)
แต่อาจเป็นเพราะผมเรื่องมากไปหน่อยก็ได้ ผมคิดว่า หนังมันไม่ค่อยประทับใจ
ประทับ คือ จารึกไว้ จำไว้
ใจ ก็คือความรู้สึก ความทรงจำ
หนังเรื่องนี้ไม่ประทับใจ หมายถึงว่า มันไม่สามารถจารึกไว้ในความรู้สึกหรือความทรงจำ
เพราะอะไรน่ะหรือ เพราะความเร็วของหนังมั้ง
แปลกดี สตีเว่น สปิลเบริก ยิ่งแก่ยิ่งชอบหนังเร็ว ผมว่าหนังมันตัดต่อเร็วมากๆ
เรียกว่า พยายาม "เร้า" อารมณ์คนดูตลอดเวลา ปัญหาคือ มันมากเกินไปหน่อย
หนังพยายามทำให้มัน Catchy ตลอดเวลา จนคนดูไม่มีโอกาส "คิด"
คือให้หนังชี้นำตลอด แค่หลับตานาทีนึง เรื่องก็เดินไปยาวแล้ว (จ๊าก)
เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของคนหมู่มากได้สบายๆ
แต่คนที่ชอบดูหนัง "บู๊" ที่ "ถึง" คือ ไม่สักแค่ทำ Catchy คนดู
ผมว่าหนังฮ่องกงอย่าง SPL ยังทำให้เรา "ประทับใจ" ฉากการต่อสู้
ได้มากกว่า Transformer ซัก 100 เท่านะ :P
มิถุนายน 27, 2550
last king of scotland
เป็นหนังหนักเอาเรื่องเลย ไม่ได้คาดหวังว่าจะหนัก (แต่สนุกดี)
และมีแอบโหดและโป๊ด้วย (ยิงหัว ตัดแขนขา แก้ผ้าเปลี่ยนชุด)
เป็นหนังที่ส่งให้ นายวินเทคเกอร์ได้ออซก้า สมทบชายยอดเยี่ยม แซง ปีเตอร์ โอทู
ผมชอบนะครับ สนุกดี ต้องลองๆ
มิถุนายน 10, 2550
"พลอย" เมื่อ อหิงสา ภาคผู้หญิง เดินเล่นแถวชุงคิง เอ๊กเพลซ
แต่เวลาฉาย ปาไปบ่ายโมงครึ่ง แบบนี้ต้องมีใครทำอะไรบ้างแล้วมั้ง
ปล่อยให้คนดูเข้าไปนั่งรอหนัง นานถึง 40 นาที!
ค่ายเมเจอร์ร้ายกาจจริงๆ คงเอาเงินค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าสบายแฮ
หนังเรื่อง พลอย ดูสนุกกว่าที่คิดเยอะมากๆ แถมการใช้วิธีถ่ายแบบ
hand held (กล้องสั่น แบบถ่าย handy cam) ทำให้นึก
ไปถึงการถ่ายของคริสโตเฟอร์ ดอย อย่างช่วยไม่ได้ ไม่รู้ว่าอิทธิพลทางใดก็ทางหนึ่ง
แต่ที่แน่ๆ เคยอ่านสัมภาษณ์พี่เป็นเอก ว่าชอบหนังเรื่อง อหิงสา จิ๊กโก๋มีกรรม
ไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจผิดหรือเปล่า คาแรกเตอร์ของ อหิงสา มันแรงนะครับ
ไม่ใช่แรงแบบก้าวร้าว แต่มันชัดเจน คือหัวฟู พูดกับทุกคนด้วยคำว่า "เรา"
ไม่มีการเรียกตัวเองว่าผม เรียกคนอื่นว่า "นาย" ตลอด มันเท่ (หรือแปลก)
เช่น คุยกับคนอายุประมาณลุง เรียกตัวเองว่า "เรา" สังคมไทยมันไม่มีนะ มันแปลกแยก
แต่ใน "พลอย" หัวฟูนี่อาจจะได้อิทธิพลจาก "อหิงสา" ไม่มากก็น้อย แต่ที่ต้องเอะใจคือ
"ความรักมีวันหมดอายุเหมือนอาหารกระป๋อง" เนี่ย มันคุ้นมากๆ เพราะมันคือ บทสนทนา
และ ตัวละครนึง(ก็ว่าได้) ของหนังเรื่อง ชุงคิง เอ็กเพลซ (ฮ่องกง) ผู้กำกับ หว่อง กาไว นั่นเอง
ผมไม่ได้มองว่า มันคือการเลียนแบบ แต่มันคือกลิ่นไอ เท่านั้น ผมว่าตัวพี่เป็นเอก คงไม่ได้คิดจะลอก
หรือเลียนแบบ แต่นี่คือหนังที่ดู "สนุก" กับคนที่ผ่านชีวิตมาพอสมควร เด็กๆดูอาจไม่สนุกเลย
สำหรับผม ผมชอบครับ ไม่เบื่อเลย ดูได้ทั้งเรื่อง ไม่มีอารมณ์ประมาณเบื่อ ช้าไปแล้ว
หรืออะไรพวกนี้ คงไม่เทียบกับ Last Life เพราะเรื่องนั้น ผมว่าอารมณ์เอื่อยเฉื่อยเป็นระเบียบ
เป็นจุดแข็งของหนัง ที่แม้จะช้า แต่ช้าแบบมีความสวยงาม ส่วน Invisible นั้น ขอบอกตรมตรงว่า
ผมเสียความรู้สึกมากๆ กับการแสดงของ อาซาโน่ (ที่ผมชอบมากในเรื่อง Last Life)
พลอย ให้ความรู้สึกว่า ชีวิตคู่ มันมีจุดนี้อยู่ แต่เราจะทำให้มันผ่านพ้นได้อย่างไร ..
สำหรับส่วนหลังจากนี้ เป็น Spoiled สำหรับคนที่ไม่คิดจะดู หรือคนที่ดูแล้ว ก็อ่านได้ครับ
เป็นการเล่าเรื่องของหนังทั้งหมด
หนังเปิดเรื่องที่ วิท กับแดง สามี ภรรยา กลับมาจากอเมริกา ที่ทั้งคู่อาศัยอยู่เป็นสิบปี
โดยวิทเปิดร้านอาหารอยู่ที่นั่น การกลับมาเพื่อไปงานศพ ของใครคนหนึ่ง
(หนังไม่ได้บอกว่า คนผู้นั้นเป็นญาติฝ่ายไหน ของใคร) เมื่อมาถึงเมืองไทย ทั้งคู่ไม่มีบ้านที่ไทย
ก็เลยต้องพักโรงแรม (หรือมีแต่มีที่ภูเก็ต ก็ไม่แน่ใจ เพราะหนังบอกว่า วิท เป็นคนภูเก็ต ...
ทำไมต้องภูเก็ต !! หรือว่า .. Invisible Waves ?:) )
วิท สูบบุหรี่ และเมื่อถึงห้องพัก บุหรี่หมด วิทเลยบอกแดงว่าจะลงไปซื้อบุหรี่... ตอนวิทลงไป
แดงพบเศษกระดาษในกระเป๋า เขียนชื่อ "น้อย" และเบอร์โทร ...แต่วิทไม่ได้ไปแค่ซื้อบุหรี่เท่านั้น
เขาไปนั่งในบาร์ ซึ่งเป็นที่ที่เขาได้พบกับเด็กสาวที่ดูโคตรเด็ก (สายป่าน) ชื่อว่า พลอย
เขาคุยกัน และพบว่า พลอยมารอแม่ที่กำลังกลับมาจาก สวีเด็น และพลอยสูบบุหรี่ด้วย
(อันนี้ ต้องการสื่อว่า การสูบบุหรี่ เป็นสิ่งที่ผู้กำกับนิยม ถ่ายทอดมาในหนังได้ทุกเรื่อง
เลยจริงๆ พับผ่า 55) ด้วยความที่เป็นคนภูเก็ตเหมือนกัน และสงสารที่ต้องนั่งรออีกนาน
จึงชวนพลอยมานอนที่ห้อง (นอนพักจริงๆ ไม่ได้หวังจะมีเซ็กส์) เมื่อมาถึงห้อง
แดงก็ไม่พอใจแล้ว เพราะเพิ่งพบกับเบอร์โทร "น้อย"
หนังจากนี้ เป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ และมัน "ผู้ใหญ่" มากๆ หนังไม่เด็ก และ
"หมิว" เล่นได้เก่งมากๆ ครับ ชอบหมิวเล่นจัง ส่วน "สายป่าน" ไม่เด่น "อันดา" ไม่เด่น
มีแต่หมิว ที่ต้องเล่นกับอารมณ์มากๆ และยังโดน "ข่มขืน" อีก... อะไรจะขนาดนั้น !
สรุปว่า เป็นหนังดีครับ แต่ไม่ได้รางวัลในคานส์แน่ๆ ถ้าส่งไปสายประกวด ไม่ใช่ สายแสดง นะ
เพราะหนังเมืองคานส์ มันต้องมึนๆ งงๆ ซึ่ง พลอยเนี่ย ชัดเจน และเข้าถึงอารมณ์ ...
(แต่แปลก .. ไม่ประทับใจ) ไม่มึน ไม่งง แม้แต่น้อยเน้อ :)
ผมให้ 4/5 ครับ ....
พฤษภาคม 12, 2550
Black Adder series ...

เมษายน 19, 2550
และแล้วก็ถึงวันที่ 19 เมย T_T
วันนี้เป็นวันที่ "แสงศตวรรษ" จะได้เข้าฉาย
โดยฉายแบบจำกัดโรงแค่เพียงสองโรง
คือ เอสพลานาด กับ สยามพารากอน
ตั้งแต่ที่มีเรื่องกับกองเซนเซอร์
ผมก็ทำใจไว้แล้วว่าคงไม่ได้ดูแน่ๆ
และวันนี้ วันที่รอคอยก็มาถึง
แต่พวกเราที่เฝ้ารอ
ก็คงหมดหวังเสียแล้ว
มีการสัมภาษณ์ หนึ่งในทีมของ
กองเซนเซอร์ โดย นักวิจารณ์หนัง
นันทขว้าง
ลองเข้าไปอ่านกันได้ครับ
เมษายน 12, 2550
แสงศตวรรษ
เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเซ็นเซ่อร์หนังที่
ไม่ได้ทำเพื่อ Commercial แต่ทำเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งต้องการชมหนังศิลปะ ไม่ได้ให้คนหมู่มากดู
ผมคิดว่าเด็กๆ คงไม่ไปดูหรอกครับหนังเรื่องนี้
ผู้ใหญ่ที่โตแล้ว หรือวัยรุ่นที่สนใจหนังศิลปะ
คงจะไปดูกันกลุ่มเล็กๆ และดูด้วยความชื่นชม
มากกว่าจะดูอะไรโด่ไม่โด่ พระเล่นกีตาร์เก่งไหม
หรือหมอเมาเป็นไงหรอกครับ
คือมันคิดง่ายๆ ว่าถ้าหนังประมาณนี้ออกมา
กองเซ็นเซ่อร์ไม่ควรตัดไรเลย เพราะไม่ถูกต้อง
ควรปล่อยให้หนังทำหน้าที่สำหรับคอหนังโดยเฉพาะเท่านั้น
ผมเจ็บปวดแทนพี่เจ้ยเรื่องที่หนังเขาไม่ได้รับการยอมรับจากคนไทยด้วยกัน
เหมือนที่ ผู้กำกับหนังอย่าง 3 Irons (ชาวเกาหลี จำชื่อมะได้) โดน
เป็นเรื่องแปลกและตลกมาก ที่คนไทยมีคนเก่ง มีมุมมองที่สากลยอมรับ
แต่กลับถูกมองว่าไม่ได้เรื่องในสายตาคนในประเทศตัวเอง
บ้าบอที่สุด
ธันวาคม 05, 2549
SAW III
เนื้อเรื่องของหนังเกี่ยวโยงกับภาค 1 และ 2
ภาพโหดๆ มีให้เห็นในหลายๆ ฉาก แบบออกจะมากไปด้วย
เช่น ฉากเปิดกระโหลก ฉากตัดขา ฉากบิดแขนขาตัว
ฉากหัวแบะโดนลูกปืน ฉากหัวแบะโดนระเบิด ฉากแก้ผ้าในห้องแข็ง
และอื่นๆ
นับว่าเป็นหนังโหดที่จงใจโชว์ความโหดแบบจะๆ อีกเรื่อง
คงไม่มีอะไรมาก ถ้าผู้กำกับต้องการเอาชนะ Hostel
ในแง่ความโหดสยอง ผมว่าก็น่าจะผ่านนะครับ
แต่ยังไง หัวใจของหนังคือเนื้อหา
ซึ่งแม้จะเน้น graphic โหดๆ แต่เนื้อเรื่องของภาคนี้
ก็ยังดี ไม่ห่วยๆ หรือสุกเอาเผากิน ดูสนุกใช้ได้เลยครับ
พฤศจิกายน 19, 2549
Double "O" Seven - Casino Royale
พฤศจิกายน 16, 2549
Shadowless Sword - กระบี่ไร้เงา (ภาพยนตร์เกาหลี)
ฟันดาบ แต่เทคนิคการถ่ายทำ เอฟเฟก และวิทธยายุทธ ถือว่าไม่เป็นรองหนังฮ่องกงเลย
แม้แต่น้อย!) เนื้อเรื่อง กล่าวถึงตัวร้าย ที่ต้องการแก้แค้น ผู้ที่ฆ่าบิดาและ
ครอบครัว จึงหมายจะล้มล้างตระกูลที่เป็นศัตรู ตัวร้ายได้ไล่ฆ่าพี่ๆ ของพระเอกจน
หมด เหลือพระเอกเพียงคนเดียว (ตอนหนังเริ่มต้นเรื่อง คือการฆ่าพี่คนสุดท้ายที่
เหลืออยู่)
นางเอกคือ ผู้ที่เยี่ยมยุทธ ที่ถูกส่งมาเชิญพระเอก ซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์คน
สุดท้ายที่เหลือ ให้มา ปกครองแผ่นดินคนต่อไป พระเอกไม่ต้องการเป็นในคราวแรก และ
นางเอกคอยปกป้องพระเอกจากการถูกตามฆ่าของตัวร้าย
เรื่องราวสุดระทึก ตัดต่อดี ถ่ายทำสวย แถมยังมีฉากจบที่เรียกน้ำตาได้สบาย (
โรแมนติกดี) ขอแนะนำให้คนที่สามารถหามาดูได้ รีบหามาดูด่วนเลยครับ ไม่แน่ใจว่า
จะเข้าฉายในไทยหรือเปล่า แต่ผมได้มาจากการโหลดบิต เป็นดีวีดี ภาพใสกิ๊ก (เสีย
แต่เสียงไม่ตรงกับปาก นิดหน่อย)
พฤศจิกายน 12, 2549
The Prestige (มายวิทยากล)
เรื่องนี้ นำแสดงโดยนักแสงหนุ่มไฟแรง สองคนที่ผมชื่นชอบฝีมือทั้งคู่ คนแรกเล่นเป็น โรเบิร์ต แองจี้ โดย ฮูจ แจ็คแมน (X-Men วูฟเวอรีน) และ คริสเตียน เบล (Batman Returns, Machinist) ซึ่งโชว์พลังการแสดงได้ดีเหมือนเดิม ดาราประกอบก็เล่นดีมากๆ ได้แก่ไมเคิล เคน แสดงเป็นคัตเตอร์ และ สกาเลต โจแฮนสัน แสดงเป็นโอลีเวีย ผู้ช่วยนักมายากล
จะว่าไปแล้ว หนังแนวที่มีสองคน สองบุคคลิก หรือ ไม่มีตัวจริง มีตัวจริง มีให้เห็นอยู่ในหนังหลายๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น กรณี สองคน มีตัวจริง อย่างกรณี Fight Club ที่เผยตอนจบว่า จริงๆแล้วคือคนเดียวกัน หรือ สองคน มีตัวจริงคนไม่มีตัวจริงคน อย่างเรื่อง Sixth Sense แต่สำหรับเรื่องนี้ เป็นการแสดงถึง 2 คน (หรือมากกว่า) ที่มีจริง โดยแบ่งการมีจริงออกเป็น 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือ ธรรมาชาติ ของการมี 2 คน อีกเหตุผลหนึ่งคือ เรื่องโม้ (แบบวิทยาศาสตร์)
ไม่ขอเล่ารายละเอียดหนังแล้วกันครับ เขียนแบบนี้คนไปดูก็ยังไม่รู้เรื่องว่าเป็นอย่างไร ยังลุ้นกันได้อยู่ จริงๆหนังทำให้เราเดาเรื่องได้ก่อนจบเรื่อง ดังนั้น plot ค่อนข้างสำคัญ อย่าเพิ่งรู้ ให้ลุ้นเอง
ประเด็นที่อยากเปิดคือ cloning ครับ
เรา (self) เห็น เป็น อยู่ ในร่างตัวเอง ถ้าเรา cloning ได้ แบบไม่ใช่สร้างสิ่งมีชีวิตจาก 0 ให้เป็น baby ที่มาจาก cell เรา แต่เป็นการสร้างปุบปับ แว้บเดียวได้อีกคน คนคนนั้น จะรู้สึกแบบเดียวกับเราไหม หรือ จะมี two self กัน คิดเล่นๆ นะ เพราะยังไง มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกนะ ผมว่า
ตุลาคม 31, 2549
DEATH TRANCE
เป็นหนังญี่ปุ่น แนวฟันดาบไฮเทค (ที่มีทั้งปืน ดาบ มอเตอร์ไซต์!
ในฉากหลังที่เป็นญี่ปุ่นโบราณ) พระเอกที่เล่น คือคนเดียวกับ
พระเอกในเรื่อง Versus ของผู้กำกับริวเฮ แต่เรื่องนี้
ถึงแนวหนังจะทำให้นึกถึงผู้กำกับ ริวเฮ มากๆ แต่ไม่ใช่หนังของริวเฮ
ฉากเปิดเรื่อง เมื่อชายลึกลับกับกระบี่ เดินเข้าไปบุกวัด ที่มีรูปปั้นพระญี่ปุ่น
วางเรียงราย เต็มไปทั่ว ฉากจัดได้สวยมีเสน่ห์ ลึกลับน่าติดตาม
เป้าหมายของชายลึกลับผู้นี้คือ ขโมยโลงศพ ที่เก็บรักษาไว้ที่วัด
เป็นเวลากว่าร้อยปี การที่จะชิงโรงศพมาได้ พระเอกของเรา
ต้องฆ่านักบวช จำนวนหลายสิบคน ...
ฉากการต่อสู้ในแง่ของความสวยงามของท่าการต่อสู้ และความสมจริง ยังไม่ดีนัก
โดยรวมถือว่ายังไม่น่าพอใจ มีมากเกินไปด้วยสำหรับฉากต่อสู้ต่างๆ
แต่สิ่งที่เด่นมากๆ ของหนัง คือการสร้างตัวละคร และเครื่องแต่งกาย
ทำออกมาได้ดี ออกแบบกันดี ฉากก็ทำออกมาดี ถ่ายทำแสงสีสวยดี แต่...
เนื้อเรื่องออกจะสับสนปนเป ระหว่างเรื่องเทพ เรื่องบู๊ล้างผลาญ
และพระเอกดูมึนๆ ไปหน่อย ไม่มีนางเอก ไม่มีฉากโหดเลือดสาด ไม่มีฉากโป๊
หนังทำได้ไม่ถึงเพราะขาดสิ่งเหล่านี้ด้วย (ผมว่า)
เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่เดินตามโลงศพที่ถูกขโมย
พระที่ได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ให้เอากระบี่ไปมอบให้
ผู้ที่สามารถชักมันออกมาจากฝัก (ด้ามดาบเหมือนลึงค์! แถมเต้นตุ้บๆได้บางที)
ตัวละคนเหล่านี้ จะพบได้ในหนังเรื่องนี้
สรุป ไม่สนุกเท่าไร ทำออกมาให้ดูดีเท่านั้น เอฟเฟกสวย
เนื้อเรื่องยังไม่ดี ฉากการต่อสู้ไม่สมจริงนักแต่ไม่เลวร้าย
ไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังมันส์ๆ
ที่เนื้อเรื่องดีๆ อย่าง อาซูมิ ซาโตอิชิ (ของคิตาโร่)
หรือแม้แต่ เวอซัส ก็ตามทีครับ ผมให้ 60 / 100 ครับ
ตุลาคม 08, 2549
ดู The Virgin Suicides แล้วนึกถึงตัวเองตอนรุ่นๆอะ

ผมเพิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้ผ่านดีวีดี เดอะเวอร์จิ้น ซุยอะซาย ความตายของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ งานของผู้กำกับหญิง โซเฟีย แห่ง Lost in Translation
บรรยายกาศของหนังยังอบอวลหลอนๆ ไม่แพ้ Lost เลย ภาพที่ใช้ เพลงประกอบต่างๆ ช่างบ่งบอกรสนิยมของผู้กำกับหญิงคนนี้ ว่าฟังเพลงแนวไหน และที่แปลกคือ ผมรู้จักหลายเพลงเหมือนกัน (บางเพลงคุ้นมากๆ แต่จำไม่ได้ว่าของวงอะไร)
รู้สึกการได้ดูงานของเธอ เหมือนได้พบเพื่อนเก่า สมัยที่ผมยังจมปรักกับอนาคตของวงการดนตรีแนวทางเลือก สมัยที่อายุช่วงยี่สิบต้นๆ จำได้ว่า ไม่มีวันไหนที่ไม่ฟังเพลง วงที่ฟัง มีทั้งรู้จักจากรายการวิทยุของป้าแต๋ว วาสนา จากการอ่านหนังสือ GT (Generation Terrorists) หรือมั่วนิ่มไปแผงเทป แล้วเห็นปกเจ๋งๆ ก็ซื้อเลย คิดว่าเสียเงินเสียทองกับเทป ซีดี ไปเหยียบแสนเลย (รวมทั้งหมดนะ)
ร้านซีดี ที่โปรดปราน ช่วงเนอวาน่า ครองโลก คือ ทาวเวอร์เร็คคอร์ด เคยฝันบ้าๆบอๆ ว่าจะไปทำงานที่นั่นด้วย แต่ตอนนั้น ยังเรียนไม่จบ เป็นลูกแหง่ ติดพ่อแม่ ไม่กล้าไปสมัครงานหรอก แต่รู้จักเพื่อน จำไม่ได้แล้วว่ารู้จักกันยังไง แต่ไปๆมาๆ รู้ว่าเขาเคยทำงานทาวเวอร์เร็คคอร์ด แล้วก็ยังได้ไปเจอกันตอน แอช (ASH) มาเปิดคอนเสริต ที่แดนซ์ ฟีเวอร์ (จำไม่ได้ว่าปีไหน แต่นานแล้ว)
ผมรู้สึกว่า ตัวเองช่างโชคดีเสียนี่กระไร ที่ได้ผ่านพบประสบการณ์ ดนตรีครองโลก (สั้นๆ) มาได้ เพราะทุกวันนี้ หันไปทางไหนก็ i-pod, iriver, และอื่นๆ บานยี่ห้อ ก็เครื่องเล่น mp3 ไงครับ โทรศัพท์เอย คอมพิวเตอร์เอย รองรับ mp3 หมดแล้ว ที่สำคัญ หาโหลดเพลง ง่ายกว่าปลอกกล้วยซะอีก แบบนี้ คนที่เคยมีวัฒนะธรรมบูชา ซีดี ความสวยของปกซีดี การรอคอย ซิงเกิ้ลต่อไปจาก Super Sonic ของวง oasis ก็คงจะไม่มีวันได้สัมผัสอีกแล้ว แต่ผมเคย.. จริงๆนะ
สุดยอดมากๆๆๆๆๆๆๆ
ตุลาคม 07, 2549
DEATH NOTE
เคยอ่านการ์ตูนไปนิดหน่อย ไม่ได้ตามอ่าน
แต่ชอบไอเดีย ของคนแต่ง มันช่างสร้างสรรค์เสียเหลือเกิน
วันนี้เลยตัดสินใจไปดู ...
หนังเล่าเรื่องของตัวละครหลัก 2 ตัว
คือ ไลท์ กับ แอล
ไลท์ คือคนเก็บสมุดบันทึกของยมทูต
ซึ่งมีคุณสมบัติ พิเศษคือ เขียนไรลงไปแล้ว
คนคนนั้นจะตาย
หนังทำออกมาสนุกดีครับ ไม่เบื่อเลย
อยากดูภาคสองซะแล้ว ลุ้นว่าจะจบไง
ไม่อ่านการ์ตูนละ ดูหนังเลยดีก่า
เพราะคิดว่า คงแต่งไม่เหมือนกันอะ
ตุลาคม 05, 2549
Mysterious Skin

มนุษย์ต่างดาวลักพาตัว ไบรอัน ไปตอนอายุ 8 ขวบ แม่ติดงาน พ่อไม่รู้ไปไหน แต่ไม่มารับเขากลับบ้าน หลังจากที่เล่นเบสบอลกับทีมเด็ก ๆ วัยเดียวกัน เสร็จ เขาจำเหตุการณ์ไม่ได้ แต่ภาพเลือนลางเหมือนฝันร้ายที่เฝ้าหลอกหลอนเขาตลอดมา คือเลือดกำดาวที่ไหลออกจากจมูก หลังจากที่มนุษย์ต่างดาว พาเขากลับมาส่งแล้ว ระหว่างนั้น ไม่มีอะไรเลยในหัว มันคือความทรงจำน่าหวาดกลัว และทำให้เขาสนใจแต่เรื่องมนุษย์ต่างดาวแบบจริงจัง ถึงขนาดดูทีวี ที่มีรายการเกี่ยวกับสาวที่อ้างว่าเคยถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว แล้วไปหาสาวผู้นั้นจริงๆ จนกลายเป็นเพื่อนกันไปในที่สุด
นีล ในวัยเด็ก อยู่กับแม่ลำพัง แม่มักพาผู้ชายมามีเซ็กกันให้นีลเห็น แต่ภาพที่นีลชอบ คือใบหน้าแห่งความสุขของผู้ชาย เวลาโอษฐ์กาม ... ใบหน้าแห่งความพึงพอใจ ใช่ ... เขาชอบเพศเดียวกัน เมื่ออายุ 8 ขวบ เขาเล่นเบสบอลในทีมเด็กๆ แม่มาฝากเขาไว้กับโค้ช หนวดงาม ผู้ซึ่งชักนำให้เขารู้จักการมีเซ็กครั้งแรกกับ... ผู้ชายด้วยกัน และมันคือความรักครั้งแรก กับชายวัยพ่อ... เขาเติบโตเป็นเด็กหนุ่ม หน้าตาดี แต่ขายตัว (เกย์) ...
เวนดี้ เป็นเด็กสาวที่เป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของนีล เขาสารภาพว่า เคยหลงรักนีล แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะนีลไม่ชอบผู้หญิง และเธอเองก็รู้เรื่องต่างๆที่นีลไม่เคยบอกใคร แม้แต่ตอนที่นีลไปขายตัวกับหนุ่มแก่ ที่ทำเอาจู๋เขาเกือบขาด เพราะกัดด้วย นีลเปิดจู๋ให้กับเวนดี้ ให้เวนดี้ดูจู๋ตัวเอง ...
เรื่องจะเป็นอย่างไร ต้องดูเองครับ หนังเรื่องนี้ดีมาก ผมดูแล้วชอบจริงๆ ไม่คิดว่าจะชอบหนังเกย์ได้ ปกติไม่ค่อยชอบดูหนังเกย์เท่าไร แต่เรื่องนี้ เห็นคนพูดถึงมานานแล้ว เลยซื้อดีวีดีแมงป่องลดราคา มาเก็บไว้เมื่อหลายเดือนก่อน เมื่อสองวันที่แล้ว เพิ่งได้แกะห่อมาดู ... โอ...
สั้นๆ ง่ายๆ ความประทับใจ ...
"ทำไมกูไม่มีเพื่อนที่เป็นผู้หญิงที่สามารถเล่าเรื่องทุกเรื่องได้ แม้กระทั่งแก้ผ้าให้ดูจู๋ แถมคบกันมาตั้งแต่ตอนแปดขวบแบบ เวนดี้กับนีล มั่งวะ"
ซึ้งในความสัมพันธ์แบบเพื่อนแบบนี้จังครับ .... จริงๆนะ
กันยายน 21, 2549
The Child (L' Enfant)

วันนี้ กะจะไปดู The host ที่สยาม แต่กลับพบว่า วันนี้มันเป็นวันพฤหัส เป็นวันอะไร ก็เป็นวันเปลี่ยนโปรแกรมหนังไง หนังใหม่ที่จะฉายที่โรงหนังสยาม ชื่อเรียบง่ายว่า World Trade Center แต่ผมไม่ดูล่ะ เซ็งเล็กน้อย แต่เพราะหนังที่น่าสนใจ และฉายรอบ 18.30 เหมือนกัน คือ l'enfant เนี่ย เข้าพอดีวันนี้ ก็เลยมั่วนิ่มไปดูซะ ไม่ได้รู้จักอะไร ไม่ได้ศึกษาเลย และก็พบว่า
ช่วงเวลา 1 ชั่วโมงกว่า ที่ได้ดูหนัง เป็นประสบการณ์ ที่ดีมาก หนังแม่งโคตร Realistic ไม่มีเพลงประกอบอะไร แต่ไม่มีความน่าเบื่อให้สัมผัสเลยแม้แต่น้อย ให้ตาย หนังบ้าอะไร โคตรจริงเลยครับ
ผมชอบมากๆ ไม่คิดว่าจะเป็นหนังที่เล่าเรื่องชีวิตวัยรุ่นที่มีลูก โดยอาชีพของคนพ่อ (ไอ้หนุ่มเสื้อเขียว) คือ ลักขโมย เอาไปขาย หากินไปวันๆ มีเงินก็ใช้เรียบ ไม่มีเก็บ ไม่รู้เมียรักได้ไง แถมอะไรรู้ไหม เมียคลอดลูก ชื่อน้องจิมมี่ อายุ เก้าวัน เจ้าบรูโน ตัวแสบ (ก็เจ้าพระเอก) เอาลูกไปขายครับทั่น เมียรู้ (โซเนีย) เป็นลม อ้าวเป็นลมซะงั้น แล้วบรูทำไง ก็ไม่ยาก ไปเอาลูกคืนเด้
แต่มันไม่ง่ายดายเช่นนั้น โอเค มันไม่ได้เอาเงินไปใช้เลย เงินที่ขายลูกมันน่ะ แต่ทำไมไม่ง่าย ก็เพราะคนที่ซื้อลูกมันไปขายต่อ ต้องขาดทุนไป 5000 ยูโร มันเลยให้บรูโนใช้หนี้ครับ แล้วโจรกระจอก ที่อายุยี่สิบ ไม่มีอนาคต ไม่มีที่อยู่ ไม่กลัวไรเลย ขอเงินก็ได้ นอนบนกล่อง ข้างถนน ลงไปแช่น้ำเย็น หนีคนที่ตามจับ มันจะทำไงได้ ... ไปดูเถอะ รับรอง
ชีวิตใครบัดซบ ไปดู จะรู้ว่า บัดซบน่ะ มีคนนี้อีกคน บัดซบจนเป็นหนัง และหนังมันดีมาก เพราะมันถ่ายความบัดซบจนเราไม่รู้สึกว่ามันเป็นหนัง แม่ง REAL จัดๆครับทั่น
กันยายน 20, 2549
the host
ทำไงดี หนังก้อจะออกจากโรงแล้ว
เอางี้ นิดนึง พรุ่งนี้ไปดูตอนเลิกงาน
ถ้าได้ไปดู จะมาเล่าให้ฟังแล้วกัน
ถ้าไม่ได้ดู ก้อไม่เล่าให้ฟังแล้วกัน
ง่ายๆ .. :P