ไม่เห็นด้วยกับการเซนเซ่อร์หนังของคุณเจ้ย
เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเซ็นเซ่อร์หนังที่
ไม่ได้ทำเพื่อ Commercial แต่ทำเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง
ซึ่งต้องการชมหนังศิลปะ ไม่ได้ให้คนหมู่มากดู
ผมคิดว่าเด็กๆ คงไม่ไปดูหรอกครับหนังเรื่องนี้
ผู้ใหญ่ที่โตแล้ว หรือวัยรุ่นที่สนใจหนังศิลปะ
คงจะไปดูกันกลุ่มเล็กๆ และดูด้วยความชื่นชม
มากกว่าจะดูอะไรโด่ไม่โด่ พระเล่นกีตาร์เก่งไหม
หรือหมอเมาเป็นไงหรอกครับ
คือมันคิดง่ายๆ ว่าถ้าหนังประมาณนี้ออกมา
กองเซ็นเซ่อร์ไม่ควรตัดไรเลย เพราะไม่ถูกต้อง
ควรปล่อยให้หนังทำหน้าที่สำหรับคอหนังโดยเฉพาะเท่านั้น
ผมเจ็บปวดแทนพี่เจ้ยเรื่องที่หนังเขาไม่ได้รับการยอมรับจากคนไทยด้วยกัน
เหมือนที่ ผู้กำกับหนังอย่าง 3 Irons (ชาวเกาหลี จำชื่อมะได้) โดน
เป็นเรื่องแปลกและตลกมาก ที่คนไทยมีคนเก่ง มีมุมมองที่สากลยอมรับ
แต่กลับถูกมองว่าไม่ได้เรื่องในสายตาคนในประเทศตัวเอง
บ้าบอที่สุด
เมษายน 12, 2550
เมษายน 10, 2550
คอมพิวเตอร์มือถือในอนาคต
ตอนนี้ คอมพิวเตอร์แบบบุคคล แบบใหม่ที่เรียกว่า UMPC
เริ่มออกมาให้เห็นกันบ้าง โดยมี 2 OS
แบบ Windows Mobile โดยที่เป็นโทรศัพท์มือถือ ด้วย
และเป็นแบบ Tablet PC ที่เหมือน Tablet PC แต่เล็กกว่า
แต่ไม่เป็นโทรศัพท์มือถือ
ผมว่า ใจผมยังคิดว่าตัวเองอยากได้ Tablet PC มากกว่า
แต่... ผมก็รัก PDA Phone ครับ
ปัญหาคือ ตอนนี้ เขาพยายามผนึก
PDA Phone กับ Notebook เข้าด้วยกัน
แล้วเรียกว่า UMPC
ปัญหาคือ มันจะไม่ใช่ Notebook
ถ้ามันเป็น Mobile ด้วย
และมันก็จะไม่ใช่ PDA Phone
ถ้ามันไม่เป็น Mobile
เอาเป็นว่า ถ้ามันรวมกันได้แบบสมบูรณ์
คือเป็นทั้ง notebook ที่สมบูรณ์ ลงโปรแกรมได้ปกติ
และในขณะเดียวกันก็เป็น Mobile Phone ด้วย
ทีนี้ล่ะ.... มันคือตัวเก็ง!
เริ่มออกมาให้เห็นกันบ้าง โดยมี 2 OS
แบบ Windows Mobile โดยที่เป็นโทรศัพท์มือถือ ด้วย
และเป็นแบบ Tablet PC ที่เหมือน Tablet PC แต่เล็กกว่า
แต่ไม่เป็นโทรศัพท์มือถือ
ผมว่า ใจผมยังคิดว่าตัวเองอยากได้ Tablet PC มากกว่า
แต่... ผมก็รัก PDA Phone ครับ
ปัญหาคือ ตอนนี้ เขาพยายามผนึก
PDA Phone กับ Notebook เข้าด้วยกัน
แล้วเรียกว่า UMPC
ปัญหาคือ มันจะไม่ใช่ Notebook
ถ้ามันเป็น Mobile ด้วย
และมันก็จะไม่ใช่ PDA Phone
ถ้ามันไม่เป็น Mobile
เอาเป็นว่า ถ้ามันรวมกันได้แบบสมบูรณ์
คือเป็นทั้ง notebook ที่สมบูรณ์ ลงโปรแกรมได้ปกติ
และในขณะเดียวกันก็เป็น Mobile Phone ด้วย
ทีนี้ล่ะ.... มันคือตัวเก็ง!
มนุษย์ต่างจากหุ่นยนต์อย่างไร
การ์ตูนใหม่เพิ่งเช่ามาอ่าน
พลูโต จับเอาเรื่องของ เจ้าหนูอะตอม
การ์ตูนสุดคลาสสิก มาทำใหม่
ในมุมมองใหม่
ประโยคที่ผมประทับใจในเล่มหนึ่ง
เพิ่งอ่านเมื่อวานที่ KFC ไอทีมอล์
มีอยู่ว่า หุ่นยนต์ บอกกับคน เมื่อคนพูดว่า
เดี๋ยวนี้คนกับหุ่นยนต์เหมือนกันจนแยกไม่ออก
เจ้าหุ่นบอกว่า ต่างกันสิ
"มนุษย์ชอบเคลื่อนไหวโดยไร้ความหมาย"
มาคิดดู นี่เป็นข้อคิดเหมือนกันนะ
เพราะทุกวันนี้ การทำอะไรของคนเราโดย"ไร้ความหมาย"
เกิดขึ้นเองโดยเราไม่รู้ตัว อย่างกระดิกขา
หรือทำมือประกอบการพูด หรือประโยคอะไรที่
มันออกมาแบบไม่รู้ตัว อย่าง "เอ่อ.. " "แบบ.."
คือ จะบอกว่าอะไรดี "ขาดสติตลอดเวลา" ได้ไหม
ผมว่าผมเป็นเอามาเรื่องนี้ คงต้องมีสติกว่านี้
แต่บางทีการไร้สติ ก็พาเราไปอีกโลก และช่วย
ให้เราทำอะไรที่เราทำไม่ได้เวลามีสติเหมือนกัน
อะไรดี... อืมมมม.. มันต้องมีสิ
ลองคิดดูแล้วกันครับ
พลูโต จับเอาเรื่องของ เจ้าหนูอะตอม
การ์ตูนสุดคลาสสิก มาทำใหม่
ในมุมมองใหม่
ประโยคที่ผมประทับใจในเล่มหนึ่ง
เพิ่งอ่านเมื่อวานที่ KFC ไอทีมอล์
มีอยู่ว่า หุ่นยนต์ บอกกับคน เมื่อคนพูดว่า
เดี๋ยวนี้คนกับหุ่นยนต์เหมือนกันจนแยกไม่ออก
เจ้าหุ่นบอกว่า ต่างกันสิ
"มนุษย์ชอบเคลื่อนไหวโดยไร้ความหมาย"
มาคิดดู นี่เป็นข้อคิดเหมือนกันนะ
เพราะทุกวันนี้ การทำอะไรของคนเราโดย"ไร้ความหมาย"
เกิดขึ้นเองโดยเราไม่รู้ตัว อย่างกระดิกขา
หรือทำมือประกอบการพูด หรือประโยคอะไรที่
มันออกมาแบบไม่รู้ตัว อย่าง "เอ่อ.. " "แบบ.."
คือ จะบอกว่าอะไรดี "ขาดสติตลอดเวลา" ได้ไหม
ผมว่าผมเป็นเอามาเรื่องนี้ คงต้องมีสติกว่านี้
แต่บางทีการไร้สติ ก็พาเราไปอีกโลก และช่วย
ให้เราทำอะไรที่เราทำไม่ได้เวลามีสติเหมือนกัน
อะไรดี... อืมมมม.. มันต้องมีสิ
ลองคิดดูแล้วกันครับ
เมษายน 05, 2550
โทรศัพท์มือถือกลายพันธุ์
หลังจากพิสูจน์กันมาพอสมควรแล้ว
กับมือถือที่กลายพันธุ์เป็น
กล้องถ่ายรูป
เครื่องเล่น mp3
เครื่อง Pocket PC
บัตรเครดิต
ฯลฯ
ตอนนี้ มีไอเดียใหม่ที่ยังไม่เกิดอีกไหม
ลองคิดเล่นๆ
มือถือที่กลายพันธุ์เป็น
หวี
กล่องใส่ข้าว
ยกทรง
กางเกงใน
ถุงยางอนามัย
กระดุม
แว่นตากันแดด
ช้อน ส้อม มีด
... -_-"
ทุกอย่างสามารถผสมผสานความกลมกลืน
ให้กลายพันธุ์เป็นโทรศัพท์มือถือได้หมด
แม้แต่ ฝักบัวอาบน้ำ
โทรทัศน์ขนาดเล็ก
หรือสากกระเบือ...
สาด.. :P
กับมือถือที่กลายพันธุ์เป็น
กล้องถ่ายรูป
เครื่องเล่น mp3
เครื่อง Pocket PC
บัตรเครดิต
ฯลฯ
ตอนนี้ มีไอเดียใหม่ที่ยังไม่เกิดอีกไหม
ลองคิดเล่นๆ
มือถือที่กลายพันธุ์เป็น
หวี
กล่องใส่ข้าว
ยกทรง
กางเกงใน
ถุงยางอนามัย
กระดุม
แว่นตากันแดด
ช้อน ส้อม มีด
... -_-"
ทุกอย่างสามารถผสมผสานความกลมกลืน
ให้กลายพันธุ์เป็นโทรศัพท์มือถือได้หมด
แม้แต่ ฝักบัวอาบน้ำ
โทรทัศน์ขนาดเล็ก
หรือสากกระเบือ...
สาด.. :P
ฝันมีสี
จำฝันกันได้ไหม
เวลาฝัน ฝันนั้นเป็นภาพสีไหม
ในฝันที่เราพานพบ บางคน ทุกคืน
จำรายละเอียดกันไม่ค่อยได้
ส่วนใหญ่ จะลืมมันไปเมื่อตื่น
คำถามคือ ทำไมมันไม่จำ
ความฝันเป็นประสบการณ์หรือไม่
การฝันเป็นเพียงความคิด?
ผมจำได้ว่า ความฝันมีสี
จริงๆ เราไม่ต้องจำก็ได้
ว่าฝันมีสีหรือไม่
แต่เราต้องเข้าใจว่า
ฝัน ไม่ต่างจากจริง
เพราะว่า เราไม่รู้สึกว่าเรากำลังฝัน
เพราะว่า เราเห็นสิ่งที่เหมือนจริง
ฝันกับจริง จึงมีตัวร่วมกัน แทบทุกๆ
ความฝันมีสี เหมือนชีวิตปกติ
.....................................
ฉี่รดที่นอน ตอนเด็ก
ปัจจุบัน ไม่แล้ว
เพราะแม้จะฝันว่า ยืนที่โถฉี่
และเบ่งฉี่ออกไปอย่างแรง
ฉี่พุ่ง (ในฝัน)
แต่กระบวนการในร่างกาย ไม่ยอม
ทำให้ตื่นมา ปวดฉี่อย่างแรง
แต่ไม่ได้ฉี่ออกไป
แปลกดี บางทีปวดมากๆ แต่ง่วงกว่า
เลยฝันว่า ลุกไปฉี่แล้ว ออกจนสบาย
แท้จริงแล้ว มันฝันนี่หว่า!
ก็คงปวดกระเพาะปัสสาวะ ต่อไป
จนได้ตื่นจริงๆแล้วลุกไปฉี่นี่แหล่ะครับ
ฝันซ้อน ซ่อนจริงเท็จ ...
แล้วเราจะรู้กัน
Some days we'll know .. (คุ้นๆว่ะ)
เวลาฝัน ฝันนั้นเป็นภาพสีไหม
ในฝันที่เราพานพบ บางคน ทุกคืน
จำรายละเอียดกันไม่ค่อยได้
ส่วนใหญ่ จะลืมมันไปเมื่อตื่น
คำถามคือ ทำไมมันไม่จำ
ความฝันเป็นประสบการณ์หรือไม่
การฝันเป็นเพียงความคิด?
ผมจำได้ว่า ความฝันมีสี
จริงๆ เราไม่ต้องจำก็ได้
ว่าฝันมีสีหรือไม่
แต่เราต้องเข้าใจว่า
ฝัน ไม่ต่างจากจริง
เพราะว่า เราไม่รู้สึกว่าเรากำลังฝัน
เพราะว่า เราเห็นสิ่งที่เหมือนจริง
ฝันกับจริง จึงมีตัวร่วมกัน แทบทุกๆ
ความฝันมีสี เหมือนชีวิตปกติ
.....................................
ฉี่รดที่นอน ตอนเด็ก
ปัจจุบัน ไม่แล้ว
เพราะแม้จะฝันว่า ยืนที่โถฉี่
และเบ่งฉี่ออกไปอย่างแรง
ฉี่พุ่ง (ในฝัน)
แต่กระบวนการในร่างกาย ไม่ยอม
ทำให้ตื่นมา ปวดฉี่อย่างแรง
แต่ไม่ได้ฉี่ออกไป
แปลกดี บางทีปวดมากๆ แต่ง่วงกว่า
เลยฝันว่า ลุกไปฉี่แล้ว ออกจนสบาย
แท้จริงแล้ว มันฝันนี่หว่า!
ก็คงปวดกระเพาะปัสสาวะ ต่อไป
จนได้ตื่นจริงๆแล้วลุกไปฉี่นี่แหล่ะครับ
ฝันซ้อน ซ่อนจริงเท็จ ...
แล้วเราจะรู้กัน
Some days we'll know .. (คุ้นๆว่ะ)
เมษายน 04, 2550
จอแบน
เธอมีจอแบน
เธอมีริทซ์แบนด์
เธอมีแฟนแฟน
เธอมีเงินแสน
เพราะเธอจอแบน
เพราะเธอจอแบน :P
เพราะใครๆก็ชอบจอแบน
เดินแบบก็จอแบน
ในทีวีก็จอแบน
จอแบนจงเจริญ.. วู้วๆๆๆ
เธอมีริทซ์แบนด์
เธอมีแฟนแฟน
เธอมีเงินแสน
เพราะเธอจอแบน
เพราะเธอจอแบน :P
เพราะใครๆก็ชอบจอแบน
เดินแบบก็จอแบน
ในทีวีก็จอแบน
จอแบนจงเจริญ.. วู้วๆๆๆ
ลบความทรงจำ
ปี 2550 นักวิทยศาสตร์พบวิธีการ
ทำให้สมองลบความทรงจำบางส่วนออก
โดยผู้รับการลบ สามารถระบุ keyword ได้
ว่าต้องลบอะไรออกจากความจำ
ยกตัวอย่าง แฟนเก่า เราระบุคำว่า แฟนเก่า
ใส่ลงใน eraser memory machine
ระบบจะส่งคลื่นไปค้นหาทุกความจำ
ที่เกี่ยวกับแฟนเก่า และดำเนินการลบ
สิ่งที่เก็บในสมองที่เชื่อมโยงถึงเรื่อง
แฟนเก่า ออกไปจนหมด
ปัญหาขณะนี้ที่กำลังพยายามแก้ไข
คือการลบความทรงจำแล้วนำกลับมาไม่ได้
จากแหล่งข่าวรายงานว่า
อาสาสมัครจำนวนกว่าร้อยคน
โดนลบความทรงจำผิดๆ จนบางคน
จำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้ เพราะระบบ
Keyword ยังกว้างเกินไป
ทางด้าน ดร. จิม หว่อง หัวหน้า
ทีมวิจัย ได้พยายามหาวิธีระบุ
ความทรงจำให้แคบลงกว่านี้
โดยเป้าหมายในสิ้นไตรมาศ ปีนี้
คาดว่าจะสามารถระบุในระดับวันที่เกิด
และ keyword ได้
จบข่าว
ทำให้สมองลบความทรงจำบางส่วนออก
โดยผู้รับการลบ สามารถระบุ keyword ได้
ว่าต้องลบอะไรออกจากความจำ
ยกตัวอย่าง แฟนเก่า เราระบุคำว่า แฟนเก่า
ใส่ลงใน eraser memory machine
ระบบจะส่งคลื่นไปค้นหาทุกความจำ
ที่เกี่ยวกับแฟนเก่า และดำเนินการลบ
สิ่งที่เก็บในสมองที่เชื่อมโยงถึงเรื่อง
แฟนเก่า ออกไปจนหมด
ปัญหาขณะนี้ที่กำลังพยายามแก้ไข
คือการลบความทรงจำแล้วนำกลับมาไม่ได้
จากแหล่งข่าวรายงานว่า
อาสาสมัครจำนวนกว่าร้อยคน
โดนลบความทรงจำผิดๆ จนบางคน
จำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้ เพราะระบบ
Keyword ยังกว้างเกินไป
ทางด้าน ดร. จิม หว่อง หัวหน้า
ทีมวิจัย ได้พยายามหาวิธีระบุ
ความทรงจำให้แคบลงกว่านี้
โดยเป้าหมายในสิ้นไตรมาศ ปีนี้
คาดว่าจะสามารถระบุในระดับวันที่เกิด
และ keyword ได้
จบข่าว
เมษายน 02, 2550
ร้อนๆ
อากาศร้อนมาก
อยากเห็นหิมะจัง
ว่าแล้วก็เอาแป้งโรยลงมาจากชั้นสอง
เอาแป้งตรางู
แล้วก็เอาน้ำราดตัว แก้ผ้า
เอากระป๋องแป้งผูกกับชั้นสองไว้
เขย่าๆ
แล้วลงไปรอรับแป้ง
แค่นี้ก็ได้แล้ว หิมะ..ตรางู
อยากเห็นหิมะจัง
ว่าแล้วก็เอาแป้งโรยลงมาจากชั้นสอง
เอาแป้งตรางู
แล้วก็เอาน้ำราดตัว แก้ผ้า
เอากระป๋องแป้งผูกกับชั้นสองไว้
เขย่าๆ
แล้วลงไปรอรับแป้ง
แค่นี้ก็ได้แล้ว หิมะ..ตรางู
ศิลปะทุกแขนงสามารถรวมตัวในการทำหนังได้
ในชีวิตหนึ่ง อ่านหนังสือมามากน้อยแค่ไหนกันเชียว
ถ้าไม่นับหนังสือที่ถูกบังคับ (ไม่อ่านก็ได้นะ) เช่น หนังสือเรียน
หนังสือที่ผมประทับใจ มีอยู่หลายเล่ม
ถ้าไม่สนใจแยกแยะประเภทหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่
ประกอบด้วยตัวหนังสือยื่บยั่บ หรือหนังสือที่ไม่มีตัวหนังสือเลย
หรือหนังสือที่มีช่องสำหรับวางรูปสวยๆ
ในชีวิตนี้ผมว่าผมมีหนังสือที่อ่านจบทั้งเล่ม เกินหลักพันเล่ม ... (จริงๆนะ)
เอาเท่าที่พอจำได้แล้วกัน เพราะเสียดายว่าในชีวิต ไม่เคยจดบันทึกว่า
ตัวเองอ่านหนังสือเล่มไหนไปแล้ว ประทับใจเล่มไหนบ้าง
แต่ถ้าให้ย้อนเวลาได้ ผมอยากทำนะ อย่างน้อย
เราก็จะได้รู้ว่า ชีวิตเรา ได้รับรู้อะไร
จำได้ดี โดราเอม่อน อ่านครั้งแรกเลย ไม่แน่ใจว่าอายุเท่าไร แต่ไม่เกิน ป.1
คิดว่าน่าจะก่อนเข้าป.1 ด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ผมชอบอ่านการ์ตูน
และรู้จักการ์ตูนญี่ปุ่น คิดๆแล้ว หนังสือที่ทำให้เราอ่านหนังสือได้
กลายเป็นหนังสือการ์ตูน ญี่ปุ่น .. ไม่ใช่หนังสือไทย
หลังจากอ่านการ์ตูนอย่างบ้าคลั่ง (ต่อยอดจากโดราเอม่อน ก็อ่านอื่นๆด้วย)
หนังสือที่เป็นตัวหนังสือ คิดว่าน่าจะประถมต้นๆ แต่ไม่ได้เด็กมาก
เพราะหนังสือนิยายเป็นเหมือนยาขมสำหรับผมในตอนนั้น
แค่เห็นก็ล้าไปหมด ไม่มีใจจะเปิด แต่มีหนังสือชุดหนึ่งที่ผมอ่านได้
และทำให้อ่านใหญ่เลย เห็นแล้วหยิบมาอ่านเรื่อยๆ (สมัยนั้น)
ใช่ครับ พล นิกร กิมหงวน
นิยาย สั้นๆ ยาวๆ แล้วแต่ตอน ที่เนื้อหาไทยแท้ๆ แต่สนุกโคตร
เป็นหนังสือที่ทำให้ผมต่อยอดไปอ่านนิยายแปล เล่มหนาขึ้น
และเปิดโลกให้เป็นคนรักการอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือการ์ตูนอีกด้วย
จะว่าไปแล้ว ถ้า โดราเอม่อน มีบุญคุณ ในแง่ที่ทำให้ผมเป็นคนช่างอ่าน
การ์ตูน ทุกประเภท (ยกเว้นการ์ตูนตาแป๋ว ที่ผู้หญิงชอบอ่านกัน!)
พล นิกร กิมหงวน ก็มีบุญคุณ ในแง่ที่ทำให้ผมสามารถอ่านนิยาย
หรือหนังสือที่ไม่มีรูปประกอบสำเร็จ
คนบางคน (อย่างภรรยาผมเอง) เป็นคนที่อ่านการ์ตูน นี่ชอบ สบายมาก
แต่อ่านนิยายไม่ได้ เธอไม่มีจุดเปลี่ยน (Turning Point) แบบผมไง
คือผมเข้าใจ ว่าทำไมบางคนอ่านนิยาย เรื่องสั้น หรืออะไรแบบนี้ไม่ได้
เพราะเขาไม่พบจุดที่ทำให้เขาอยากอ่าน
ผมก็พยายามให้เขาลองอ่านดู แต่ก็ไม่สำเร็จ ตัวเอง ตอนนี้ยอมรับว่า
อ่านหนังสือช้ามาก และชอบอ่านไม่จบ (โดยอ้างว่า ไม่อยากให้จบ
มันสนุกจนเสียดาย เลยอ่านแค่ส่วนหนึ่ง แล้วหยุด ไม่อยากรู้ตอนจบ
เวลาที่นิยาย หรือเรื่องที่เราชอบมากๆ จบ เราจะเซ็งๆนะ ผมว่า การแก้
ก็อ่านมันแค่ส่วนหนึ่ง ที่เหลือไม่ต้องอ่าน หรือไม่ต้องอ่านจนจบ
มันก็จะไม่มีวันจบ (ซะงั้น))
ใจจริงๆ เนี่ย บางอารมณ์ อยากเป็นนักเขียน ใช่แล้ว แรงบันดาลใจคือ
พี่ปราบดา เนี่ยแหล่ะ คือผมน่ะ มีความฝันหลายอย่าง
ตอนเด็กๆ อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ต่อมา อยากทำเพลง ทำวงดนตรี
ทำ music complex ที่ใหญ่ๆ ให้โอกาสเด็กๆ ทำเพลง เล่นคอนเสริต
ออกอัลบั้มกัน แต่พอมาถึงยุคที่ได้ตั้งใจดูหนังขึ้น ก็พบว่ามีผู้กำกับอย่าง
พี่ต้อมเป็นเอก พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ ความฝันเลยมีแว้บๆ ว่าอยากเป็นผู้กำกับ
ซึ่งผมมาคิดดูแล้ว
การกำกับหนัง หรือทำหนัง คือการรวมเอาทุกอย่างที่ผมอยากเป็นไว้ในคราเดียว
ยังไงหรือ ก็คือ
1) Plot + บท เรื่องนี้ ต้องใช้ความสามารถในการเป็นนักเขียน
2) การถ่ายทำหนัง + story board (ถ้ามี) อันนี้ ใช้ความสามารถในการ
วาดภาพ คิดภาพ ศิลปะ อ้อ เรื่องการจัดฉากด้วย จัดมุมต่างๆ
3) การอัดเสียง อันนี้ใช้ความสามารถในการเป็น sound engineer ต้องรู้วิธีการ
วางไมค์ รู้ประเภท ไมค์ ว่าต้องใช้อย่างไรให้เหมาะ
4) การทำเพลงประกอบ อันนี้ใช้ความรู้ทางดนตรี
5) ตัดต่อ อันนี้ ก็ใช้ความสามารถทางศิลปะล้วนๆ + ดนตรีเหมาะสม
สรุปคือ ถ้าผมทำหนัง ผมคงไม่ได้เป็นแค่ผู้กำกับ เพราะความฝันของผม
คือการทำ 5 ข้อที่อยู่ข้างบน จริงๆ ยังมีเรื่อง special effect
การใช้ computer ในการช่วย สร้างสรรค์ผลงานอีก
ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ ผมควรทำหนังจริงๆจังๆ เสียทีครับ :)
ถ้าไม่นับหนังสือที่ถูกบังคับ (ไม่อ่านก็ได้นะ) เช่น หนังสือเรียน
หนังสือที่ผมประทับใจ มีอยู่หลายเล่ม
ถ้าไม่สนใจแยกแยะประเภทหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่
ประกอบด้วยตัวหนังสือยื่บยั่บ หรือหนังสือที่ไม่มีตัวหนังสือเลย
หรือหนังสือที่มีช่องสำหรับวางรูปสวยๆ
ในชีวิตนี้ผมว่าผมมีหนังสือที่อ่านจบทั้งเล่ม เกินหลักพันเล่ม ... (จริงๆนะ)
เอาเท่าที่พอจำได้แล้วกัน เพราะเสียดายว่าในชีวิต ไม่เคยจดบันทึกว่า
ตัวเองอ่านหนังสือเล่มไหนไปแล้ว ประทับใจเล่มไหนบ้าง
แต่ถ้าให้ย้อนเวลาได้ ผมอยากทำนะ อย่างน้อย
เราก็จะได้รู้ว่า ชีวิตเรา ได้รับรู้อะไร
จำได้ดี โดราเอม่อน อ่านครั้งแรกเลย ไม่แน่ใจว่าอายุเท่าไร แต่ไม่เกิน ป.1
คิดว่าน่าจะก่อนเข้าป.1 ด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ผมชอบอ่านการ์ตูน
และรู้จักการ์ตูนญี่ปุ่น คิดๆแล้ว หนังสือที่ทำให้เราอ่านหนังสือได้
กลายเป็นหนังสือการ์ตูน ญี่ปุ่น .. ไม่ใช่หนังสือไทย
หลังจากอ่านการ์ตูนอย่างบ้าคลั่ง (ต่อยอดจากโดราเอม่อน ก็อ่านอื่นๆด้วย)
หนังสือที่เป็นตัวหนังสือ คิดว่าน่าจะประถมต้นๆ แต่ไม่ได้เด็กมาก
เพราะหนังสือนิยายเป็นเหมือนยาขมสำหรับผมในตอนนั้น
แค่เห็นก็ล้าไปหมด ไม่มีใจจะเปิด แต่มีหนังสือชุดหนึ่งที่ผมอ่านได้
และทำให้อ่านใหญ่เลย เห็นแล้วหยิบมาอ่านเรื่อยๆ (สมัยนั้น)
ใช่ครับ พล นิกร กิมหงวน
นิยาย สั้นๆ ยาวๆ แล้วแต่ตอน ที่เนื้อหาไทยแท้ๆ แต่สนุกโคตร
เป็นหนังสือที่ทำให้ผมต่อยอดไปอ่านนิยายแปล เล่มหนาขึ้น
และเปิดโลกให้เป็นคนรักการอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือการ์ตูนอีกด้วย
จะว่าไปแล้ว ถ้า โดราเอม่อน มีบุญคุณ ในแง่ที่ทำให้ผมเป็นคนช่างอ่าน
การ์ตูน ทุกประเภท (ยกเว้นการ์ตูนตาแป๋ว ที่ผู้หญิงชอบอ่านกัน!)
พล นิกร กิมหงวน ก็มีบุญคุณ ในแง่ที่ทำให้ผมสามารถอ่านนิยาย
หรือหนังสือที่ไม่มีรูปประกอบสำเร็จ
คนบางคน (อย่างภรรยาผมเอง) เป็นคนที่อ่านการ์ตูน นี่ชอบ สบายมาก
แต่อ่านนิยายไม่ได้ เธอไม่มีจุดเปลี่ยน (Turning Point) แบบผมไง
คือผมเข้าใจ ว่าทำไมบางคนอ่านนิยาย เรื่องสั้น หรืออะไรแบบนี้ไม่ได้
เพราะเขาไม่พบจุดที่ทำให้เขาอยากอ่าน
ผมก็พยายามให้เขาลองอ่านดู แต่ก็ไม่สำเร็จ ตัวเอง ตอนนี้ยอมรับว่า
อ่านหนังสือช้ามาก และชอบอ่านไม่จบ (โดยอ้างว่า ไม่อยากให้จบ
มันสนุกจนเสียดาย เลยอ่านแค่ส่วนหนึ่ง แล้วหยุด ไม่อยากรู้ตอนจบ
เวลาที่นิยาย หรือเรื่องที่เราชอบมากๆ จบ เราจะเซ็งๆนะ ผมว่า การแก้
ก็อ่านมันแค่ส่วนหนึ่ง ที่เหลือไม่ต้องอ่าน หรือไม่ต้องอ่านจนจบ
มันก็จะไม่มีวันจบ (ซะงั้น))
ใจจริงๆ เนี่ย บางอารมณ์ อยากเป็นนักเขียน ใช่แล้ว แรงบันดาลใจคือ
พี่ปราบดา เนี่ยแหล่ะ คือผมน่ะ มีความฝันหลายอย่าง
ตอนเด็กๆ อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน ต่อมา อยากทำเพลง ทำวงดนตรี
ทำ music complex ที่ใหญ่ๆ ให้โอกาสเด็กๆ ทำเพลง เล่นคอนเสริต
ออกอัลบั้มกัน แต่พอมาถึงยุคที่ได้ตั้งใจดูหนังขึ้น ก็พบว่ามีผู้กำกับอย่าง
พี่ต้อมเป็นเอก พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ ความฝันเลยมีแว้บๆ ว่าอยากเป็นผู้กำกับ
ซึ่งผมมาคิดดูแล้ว
การกำกับหนัง หรือทำหนัง คือการรวมเอาทุกอย่างที่ผมอยากเป็นไว้ในคราเดียว
ยังไงหรือ ก็คือ
1) Plot + บท เรื่องนี้ ต้องใช้ความสามารถในการเป็นนักเขียน
2) การถ่ายทำหนัง + story board (ถ้ามี) อันนี้ ใช้ความสามารถในการ
วาดภาพ คิดภาพ ศิลปะ อ้อ เรื่องการจัดฉากด้วย จัดมุมต่างๆ
3) การอัดเสียง อันนี้ใช้ความสามารถในการเป็น sound engineer ต้องรู้วิธีการ
วางไมค์ รู้ประเภท ไมค์ ว่าต้องใช้อย่างไรให้เหมาะ
4) การทำเพลงประกอบ อันนี้ใช้ความรู้ทางดนตรี
5) ตัดต่อ อันนี้ ก็ใช้ความสามารถทางศิลปะล้วนๆ + ดนตรีเหมาะสม
สรุปคือ ถ้าผมทำหนัง ผมคงไม่ได้เป็นแค่ผู้กำกับ เพราะความฝันของผม
คือการทำ 5 ข้อที่อยู่ข้างบน จริงๆ ยังมีเรื่อง special effect
การใช้ computer ในการช่วย สร้างสรรค์ผลงานอีก
ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ ผมควรทำหนังจริงๆจังๆ เสียทีครับ :)
ชายแปลกหน้าในร้านกาแฟริมทาง
ร้านกาแฟสด ในปั๊มน้ำมัน ริมถนน ที่ตัดผ่านเขา
มีรถที่แวะมาพักจอด เพื่อหาอะไรดื่มแก้ง่วง หรือไว้งีบ
ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด หรือว่าวันนี้เป็นวันหยุด
บรรยากาศบนเขาปลายเดือนธันวาคม ค่อนข้างหนาว
ลมพัดแสกหน้า คล้ายมีหมอกปะปนอยู่
อุณหภูมิ คิดว่าคร่าวๆ ไม่น่าสูงกว่า สิบองศาแน่ๆ
เก้าอี้ไม้รูปทรงเรียบ พร้อมโต๊ะไม่ใหญ่ ตั้งอยู่นอกร้าน
เป็นวิวสวย ที่มองตัดออกไปเหมือนร้านกาแฟเป็นระเบียง
เพียงแต่มองออกไปนอกระเบียง จะเห็นวิวภูเขาสวยสด
มองดูยอดไม้สีเขียว และเมฆขาว ปอยเมฆไม่มาก แต่ฟ้าสีฟ้า
ดูสดและตัดกันอย่างไม่มีที่ติ อยากจมตัวเองลงบนเก้าอี้ตัวนี้
นานเท่านาน และอยากให้เวลาหยุดเดิน
เพียงแค่ได้นั่งเฝ้ามองภาพบรรยากาศที่ไม่อาจปฏิเสธนี้...นานๆ
...รับลมอยู่อย่างนี้ ละเลียดฟองคาปูชิโน่ร้อนอยู่อย่างนี้...
ในใจคิด ... ความรักไม่เคยให้อะไรกับใครได้จริง...
ยังไม่ทันที่ถ้วยกาแฟจะถูกจิบจนน้ำกาแฟในแก้เหือดไปหมด
มีรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาจอดไม่ไกลจากร้านและรถคันอื่นๆ
ภาพที่เห็นคือ ประตูรถเปิดออก และมีหญิงสาวซึ่งเป็นคนขับ
เธอลงมาเพียงลำพัง ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความหมองเศร้า
และถ้าสังเกต จะเห็นคราบน้ำตาที่แก้มเธอ เพียงแต่
ไม่สามารถมองเห็นดวงตาเธอได้ เพราะแว่นตาดำที่เธอสวมบดบัง
ดูจากป้ายทะเบียนรถ เธอคงมาจากที่เดียวกัน...
เธอเดินไปสั่งกาแฟ เสียงหม่นๆแต่ฟังได้ชัด
เธอสั่ง ม็อคค่าร้อน ไม่ใส่น้ำตาล แบบถ้วยกระดาษ
เมื่อได้แล้ว เธอก็กลับไปที่รถของเธอ .. และขับจากไป ...
กาแฟคาปูฯ ในแก้วเย็นชืด เพราะไม่ได้จิบเลย ตั้งแต่เธอมา
มัวแต่จ้องความงามปนหมองของเธอ...
ในใจคิด ... ความรักไม่เคยให้อะไรกับใครได้จริง...
แม้เหงาเง้าเหงา... ก็ยังไม่พาล ได้พบอะไรแบบนี้
นี่แหล่ะ... ชีวิต
มีรถที่แวะมาพักจอด เพื่อหาอะไรดื่มแก้ง่วง หรือไว้งีบ
ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่คิด หรือว่าวันนี้เป็นวันหยุด
บรรยากาศบนเขาปลายเดือนธันวาคม ค่อนข้างหนาว
ลมพัดแสกหน้า คล้ายมีหมอกปะปนอยู่
อุณหภูมิ คิดว่าคร่าวๆ ไม่น่าสูงกว่า สิบองศาแน่ๆ
เก้าอี้ไม้รูปทรงเรียบ พร้อมโต๊ะไม่ใหญ่ ตั้งอยู่นอกร้าน
เป็นวิวสวย ที่มองตัดออกไปเหมือนร้านกาแฟเป็นระเบียง
เพียงแต่มองออกไปนอกระเบียง จะเห็นวิวภูเขาสวยสด
มองดูยอดไม้สีเขียว และเมฆขาว ปอยเมฆไม่มาก แต่ฟ้าสีฟ้า
ดูสดและตัดกันอย่างไม่มีที่ติ อยากจมตัวเองลงบนเก้าอี้ตัวนี้
นานเท่านาน และอยากให้เวลาหยุดเดิน
เพียงแค่ได้นั่งเฝ้ามองภาพบรรยากาศที่ไม่อาจปฏิเสธนี้...นานๆ
...รับลมอยู่อย่างนี้ ละเลียดฟองคาปูชิโน่ร้อนอยู่อย่างนี้...
ในใจคิด ... ความรักไม่เคยให้อะไรกับใครได้จริง...
ยังไม่ทันที่ถ้วยกาแฟจะถูกจิบจนน้ำกาแฟในแก้เหือดไปหมด
มีรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาจอดไม่ไกลจากร้านและรถคันอื่นๆ
ภาพที่เห็นคือ ประตูรถเปิดออก และมีหญิงสาวซึ่งเป็นคนขับ
เธอลงมาเพียงลำพัง ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความหมองเศร้า
และถ้าสังเกต จะเห็นคราบน้ำตาที่แก้มเธอ เพียงแต่
ไม่สามารถมองเห็นดวงตาเธอได้ เพราะแว่นตาดำที่เธอสวมบดบัง
ดูจากป้ายทะเบียนรถ เธอคงมาจากที่เดียวกัน...
เธอเดินไปสั่งกาแฟ เสียงหม่นๆแต่ฟังได้ชัด
เธอสั่ง ม็อคค่าร้อน ไม่ใส่น้ำตาล แบบถ้วยกระดาษ
เมื่อได้แล้ว เธอก็กลับไปที่รถของเธอ .. และขับจากไป ...
กาแฟคาปูฯ ในแก้วเย็นชืด เพราะไม่ได้จิบเลย ตั้งแต่เธอมา
มัวแต่จ้องความงามปนหมองของเธอ...
ในใจคิด ... ความรักไม่เคยให้อะไรกับใครได้จริง...
แม้เหงาเง้าเหงา... ก็ยังไม่พาล ได้พบอะไรแบบนี้
นี่แหล่ะ... ชีวิต
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)