สายลมฤดูหนาวย่างเข้ามาปลายเดือนตุลาคม
แต่สายลมนี้ พัดเอาฝนมาด้วย เป็นละอองน้ำลอยปะทะหน้า
ความรู้สึกลึกนั้นอยากให้ฝนไม่ตก เพียงอยากรับลมหนาว
พาเอาความเย็นให้กับร่างกายที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาได้สามสิบเอ็ดปีกว่าแล้ว
จำได้ว่า ฤดูหนาวที่เมือง บริดจพอร์ต รัฐคอนเนคติคัท ประเทศอเมริกา
มีหิมะตกกระหน่ำ ปีนั้น จำได้ว่า ท่วมรถที่จอดริมทางในมหาวิทยาลัยจนมิด
คนที่จะเอารถต้องใช้พลั่ว กวาดหิมะออกเป็นทางก่อน ถึงจะเปิดประตูได้
แต่ยากเกิน ที่จะพารถไปด้วย เพราะดูแล้ว ไม่น่าเป็นไปได้
ตอนที่ทำงานกะดึกในปั๊ม โมบิล ก็ต้องกวาดหิมะ หนักและหนาวจัด
อุณหภมิ ไม่ต้องใช้ปรอทวัด น่าจะกะได้ว่าต่ำกว่า ศูนย์องศาเซลเซียสแน่ๆ
(ไม่ต่ำกว่าแล้วมันจะเป็นหิมะได้ไง ฮ่า)
ดีใจที่หน้าหนาวมาเยือน ปกติผมชอบความเย็น
เพราะมันทำให้ผมตระหนักว่า ยังมีความสุขในชีวิตอีกเรื่องที่เราๆสามารถสัมผัสได้
โดยไม่ต้องใช้เงิน... ฤดูหนาว
ตุลาคม 31, 2550
ตุลาคม 30, 2550
idea for comic!
แพนดารา ยอดมนุษย์!
คุณสมบัติ หน้าตาดี อวบมาก หุ่นสะบึ้ม
พลังพิเศษ แย่งแฟนชาวบ้านได้แม้จะรักกันปานกลืนกิน
ตอนที่ 1 กำเนิด แพนดารา
ตอนที่ 2 แพนดารา ปะทะ ศิลปิน ไส้แห้งและไม่แห้ง
ตอนที่ 3 แพนดารา ปะทะ นักวิทยาศาสตร์ รางวัล และไม่รางวัล
ตอนที่ 4 แพนดารา ปะทะ เด็ก ก่อนวัยรุ่น
ตอนที่ 5 แพนดารา ปะทะ วัยรุ่นวุ่นรัก ชอบลอง
ตอนที่ 6 แพนดารา ปะทะ วัยทำงาน เริ่มสร้างครอบครัว
ตอนที่ 7 แพนดารา ปะทะ วัยเกษียณ
ตอนที่ 8 จุดจบของแพนดารา
ตอนที่ 9 การกลับมา (อีกครั้ง) ของแพนดารา (เพื่ออะไร)
ความหนา 20 หน้ากระดาษ
กำหนดการ ยังไม่รู้จะวาดเมื่อไหร่ แต่จะพยายามให้ทันวันที่ เก้า พย (ฮา)
คุณสมบัติ หน้าตาดี อวบมาก หุ่นสะบึ้ม
พลังพิเศษ แย่งแฟนชาวบ้านได้แม้จะรักกันปานกลืนกิน
ตอนที่ 1 กำเนิด แพนดารา
ตอนที่ 2 แพนดารา ปะทะ ศิลปิน ไส้แห้งและไม่แห้ง
ตอนที่ 3 แพนดารา ปะทะ นักวิทยาศาสตร์ รางวัล และไม่รางวัล
ตอนที่ 4 แพนดารา ปะทะ เด็ก ก่อนวัยรุ่น
ตอนที่ 5 แพนดารา ปะทะ วัยรุ่นวุ่นรัก ชอบลอง
ตอนที่ 6 แพนดารา ปะทะ วัยทำงาน เริ่มสร้างครอบครัว
ตอนที่ 7 แพนดารา ปะทะ วัยเกษียณ
ตอนที่ 8 จุดจบของแพนดารา
ตอนที่ 9 การกลับมา (อีกครั้ง) ของแพนดารา (เพื่ออะไร)
ความหนา 20 หน้ากระดาษ
กำหนดการ ยังไม่รู้จะวาดเมื่อไหร่ แต่จะพยายามให้ทันวันที่ เก้า พย (ฮา)
เสียงพูดในสาย
"แหมเสียงหล่อกว่าตัวจริงนะเนี่ย"
"พี่ไม่ต้องคิดมากหรอก..."
"ไปนอนได้แล้ว ฝันร้ายนะ"
ครั้งแรกที่ได้คุยกันในสายโทรศัพท์
เพียงเพราะ ความห่วงใยเรื่องปัญหาที่ได้บอกไว้ตอนกลางวัน
ทำให้ต่อยอดยาวนานเกินหนึ่งชั่วโมง
โปรโมชั่น โทรต่างเครือข่าย
นาทีแรก สามบาท นาทีต่อไป นาทีละหนึ่งบาท
คาดว่าหมดไป ไม่น้อยกว่า หกสิบบาทแน่ๆ!
ขอบคุณนะ...
"พี่ไม่ต้องคิดมากหรอก..."
"ไปนอนได้แล้ว ฝันร้ายนะ"
ครั้งแรกที่ได้คุยกันในสายโทรศัพท์
เพียงเพราะ ความห่วงใยเรื่องปัญหาที่ได้บอกไว้ตอนกลางวัน
ทำให้ต่อยอดยาวนานเกินหนึ่งชั่วโมง
โปรโมชั่น โทรต่างเครือข่าย
นาทีแรก สามบาท นาทีต่อไป นาทีละหนึ่งบาท
คาดว่าหมดไป ไม่น้อยกว่า หกสิบบาทแน่ๆ!
ขอบคุณนะ...
ตุลาคม 29, 2550
ผมไม่เข้าใจ
ผู้หญิง
บางครั้งดูไร้หัวใจ
บางครั้งดูจริงใจ
บางครั้งดูอ่อนไหว
บางครั้งดูเข้มแข็ง
บางครั้งอยากกอด
บางครั้งอยากหลีเลี่ยง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
ผู้ชายกับผู้หญิงยังคงเป็นของคู่กันเสมอ
นอกจาก...
บางครั้งดูไร้หัวใจ
บางครั้งดูจริงใจ
บางครั้งดูอ่อนไหว
บางครั้งดูเข้มแข็ง
บางครั้งอยากกอด
บางครั้งอยากหลีเลี่ยง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
ผู้ชายกับผู้หญิงยังคงเป็นของคู่กันเสมอ
นอกจาก...
เหนื่อยจัง
เหนื่อยจังเลยวันนี้
น่าจะมีคนที่เราอยากให้อยู่อยู่ใกล้ๆกัน
คงเป็นความเหนื่อยล้าที่เกิดในใจ กับทางกาย
เพียงหวังใครซักคน
ไม่ได้ห่างไกล
บางครั้งคำว่า "Best Friend" ก็เป็นคำซึ้งที่พูดยาก
เมื่อวานได้ชมหนังเรื่อง Clerks 2 ที่ House RCA
มีบางตอนที่ผมน้ำตาไหล(ซึ้งบางฉากกับหนังตลก)
คงมีเพียง แสงแดด ลมพัดไหว และฤดูหนาว ช่วยปลอบใจ
ความเศร้า..
ไม่เคยหายไป
เสียที
น่าจะมีคนที่เราอยากให้อยู่อยู่ใกล้ๆกัน
คงเป็นความเหนื่อยล้าที่เกิดในใจ กับทางกาย
เพียงหวังใครซักคน
ไม่ได้ห่างไกล
บางครั้งคำว่า "Best Friend" ก็เป็นคำซึ้งที่พูดยาก
เมื่อวานได้ชมหนังเรื่อง Clerks 2 ที่ House RCA
มีบางตอนที่ผมน้ำตาไหล(ซึ้งบางฉากกับหนังตลก)
คงมีเพียง แสงแดด ลมพัดไหว และฤดูหนาว ช่วยปลอบใจ
ความเศร้า..
ไม่เคยหายไป
เสียที
ตุลาคม 26, 2550
Revengomic
เหมือนมีระเบิดเวลาอยู่ในหัว รอคอยวันระเบิดออกเพื่อให้สมองแหลกกระจุย ทว่าความจริงย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ความเจ็บปวดย่อมไม่หายไปจากหัว เพียงเพราะเรื่องราวต่างๆร้อยพัน ซัดกระหน่ำเข้ามาทำลายกลไกทางความคิดและจิตสำนึก ไม่คาดคิดว่าจะรุนแรงเรื้อรังยาวนานได้ถึงเพียงนี้ แค่หลับตา ภาพที่เจ็บปวดไม่เคยหายไป กลับชัดเจนเหมือนอยู่ตรงหน้า เหมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง เหมือนนรกที่อยู่บนดิน ทุกอย่างที่เห็น ที่ได้ยิน ที่ได้สัมผัส ทำร้ายจิตใจให้ปวดร้าว เพียงก้าวขายังยากลำบาก เพียงเปิดเปลือกตา หรือเงยหน้ามองรอบกายยังยากเย็นแสนเข็ญ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์สุมในใจ เหมือนมีสัตว์ร้ายจ้องทำลาย เหมือนกำลังบ้า...
ผมเหลาดินสอจนปลายแหลมพอจะแทงคนตายได้ จึงบรรจงวาดภาพการ์ตูนเพื่อขับไล่ความเครียดให้ออกมาในรูปของ คนที่ทำร้ายผม คนที่ดูถูกผม คนที่ใส่ร้ายผม คนที่เอาเปรียบผม คนที่เนรคุณผม คนที่หักหลังผม คนที่ด่าว่าผม คนที่ทำร้ายร่างกายผม คนที่มีจิตใจเลวทราม คนที่เห็นแก่ตัว คนที่มีเพียงตัว คนที่ลอบกัดผม และคนเลวอื่นๆในแง่อื่นๆที่ผมรู้ พวกมันอยู่ในซอกหลืบต่างๆของสังคม ถูกผมวาดออกมาเป็นตัวละครในการ์ตูนทั้งหมดทั้งสิ้น
ผมจะวาดตัวเองเป็นผู้ทำลายล้างพวกมัน ด้วยสองมือและสองตีน หมัดลุ้นๆ ตีนลุ้นๆ ไร้ซึ่งปืนผาหน้าไม้ หรืออาวุธอาเว้ทใดๆ แลกกันจะๆ ตัวตัว แต่ขอโทษ ... ผมไม่เคยเป็นผู้แพ้ (แม้พวกมันจะมาแบบหมาหมู่) เพราะผมเป็นคนวาด แน่นอนว่า ผมต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น แม้จะเลือดอาบโทรมกาย แขนขาเหวอะ หัวแตก ปากแตก กำดาวไหลตามร่อง หรือแม้แต่ชิ้นส่วนหลุด... ใช่ ผมต้องชนะเท่านั้น เพื่อให้สมกับความเลวของพวกมัน แม้ตาย (ในการ์ตูน) ก็ยอมเข้าแลก ที่สำคัญที่สุดในการวาดทุกครั้ง ผมใช้ชื่อจริงของพวกมันแต่ละคน เป็น Boss ของแต่ละตอน เหอะ ๆๆ
ใช่แล้ว มันคือการ์ตูนลึกลับที่ยังไม่เคยได้ถูกเปิดเผยกับใคร นอกจากเพื่อนรักผมเพียงไม่กี่คน ซึ่งรู้เรื่องราวข้างหลังของการ์ตูนเหล่านี้ด้วย และพวกเขาเรียกมันว่า Revengomic ! และคนต่อไปที่ผมกำลังวาด... คือ
ผมเหลาดินสอจนปลายแหลมพอจะแทงคนตายได้ จึงบรรจงวาดภาพการ์ตูนเพื่อขับไล่ความเครียดให้ออกมาในรูปของ คนที่ทำร้ายผม คนที่ดูถูกผม คนที่ใส่ร้ายผม คนที่เอาเปรียบผม คนที่เนรคุณผม คนที่หักหลังผม คนที่ด่าว่าผม คนที่ทำร้ายร่างกายผม คนที่มีจิตใจเลวทราม คนที่เห็นแก่ตัว คนที่มีเพียงตัว คนที่ลอบกัดผม และคนเลวอื่นๆในแง่อื่นๆที่ผมรู้ พวกมันอยู่ในซอกหลืบต่างๆของสังคม ถูกผมวาดออกมาเป็นตัวละครในการ์ตูนทั้งหมดทั้งสิ้น
ผมจะวาดตัวเองเป็นผู้ทำลายล้างพวกมัน ด้วยสองมือและสองตีน หมัดลุ้นๆ ตีนลุ้นๆ ไร้ซึ่งปืนผาหน้าไม้ หรืออาวุธอาเว้ทใดๆ แลกกันจะๆ ตัวตัว แต่ขอโทษ ... ผมไม่เคยเป็นผู้แพ้ (แม้พวกมันจะมาแบบหมาหมู่) เพราะผมเป็นคนวาด แน่นอนว่า ผมต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น แม้จะเลือดอาบโทรมกาย แขนขาเหวอะ หัวแตก ปากแตก กำดาวไหลตามร่อง หรือแม้แต่ชิ้นส่วนหลุด... ใช่ ผมต้องชนะเท่านั้น เพื่อให้สมกับความเลวของพวกมัน แม้ตาย (ในการ์ตูน) ก็ยอมเข้าแลก ที่สำคัญที่สุดในการวาดทุกครั้ง ผมใช้ชื่อจริงของพวกมันแต่ละคน เป็น Boss ของแต่ละตอน เหอะ ๆๆ
ใช่แล้ว มันคือการ์ตูนลึกลับที่ยังไม่เคยได้ถูกเปิดเผยกับใคร นอกจากเพื่อนรักผมเพียงไม่กี่คน ซึ่งรู้เรื่องราวข้างหลังของการ์ตูนเหล่านี้ด้วย และพวกเขาเรียกมันว่า Revengomic ! และคนต่อไปที่ผมกำลังวาด... คือ
บทสัมภาษณ์
วันนี้ ผมได้พูดคุยกับคุณปราบดา หยุ่น และคุณ สิบเดซิเบล เกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง
Bug เพื่อเอาบทสนทนาไปลงหนังสือ HYBBY Ending
สวัสดีครับ คุณคุ่นและคุณสิบเด อยากทราบว่าวันนี้รถติดไหมครับ ก่อนอื่นเลย
(แย่งกันตอบ) ติดมากเลยครับ
เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ รู้สึกยังไงกับหนังเรื่อง Bug ของ Liongate เกี่ยวกับประเด็น
หลักๆ ที่หนังพยายามจะสื่อให้คนดูได้ทราบ
ปราบดา: ผมยังไม่ได้ดูเลย
สิบเดซิเบล: มีสมุนไพรไหม กอสระอู ขอหน่อย
เอ่อ...ผมอึ้งไปสามนาที ก่อนจะนึกได้ว่าผมยังไม่ได้บอกทั้งคู่ว่าจะสัมภาษณ์เรื่องนี้
ปราบดา: ครับ เราขอตัวก่อนนะ คราวหลังเตรียมตัวมาก่อนนะ
สิบเดซิเบล: คราวหน้า เขียนอะไรยาวๆหน่อยนะ อย่าหักมุมจบมั่วๆแบบนี้
ครับ ผมตอบ ... (แต่ไม่เชื่อ ฮ่าๆ)
Bug เพื่อเอาบทสนทนาไปลงหนังสือ HYBBY Ending
สวัสดีครับ คุณคุ่นและคุณสิบเด อยากทราบว่าวันนี้รถติดไหมครับ ก่อนอื่นเลย
(แย่งกันตอบ) ติดมากเลยครับ
เข้าเรื่องเลยแล้วกันครับ รู้สึกยังไงกับหนังเรื่อง Bug ของ Liongate เกี่ยวกับประเด็น
หลักๆ ที่หนังพยายามจะสื่อให้คนดูได้ทราบ
ปราบดา: ผมยังไม่ได้ดูเลย
สิบเดซิเบล: มีสมุนไพรไหม กอสระอู ขอหน่อย
เอ่อ...ผมอึ้งไปสามนาที ก่อนจะนึกได้ว่าผมยังไม่ได้บอกทั้งคู่ว่าจะสัมภาษณ์เรื่องนี้
ปราบดา: ครับ เราขอตัวก่อนนะ คราวหลังเตรียมตัวมาก่อนนะ
สิบเดซิเบล: คราวหน้า เขียนอะไรยาวๆหน่อยนะ อย่าหักมุมจบมั่วๆแบบนี้
ครับ ผมตอบ ... (แต่ไม่เชื่อ ฮ่าๆ)
ตุลาคม 25, 2550
ชายที่รักเธอ
แปลกใจไหม เวลาที่คุณเห็นผม มักเป็นเวลาที่คุณกำลังมีปัญหา
เวลาที่คุณกำลังอ่อนแอ ท้อแท้ ผิดหวัง ไร้ทางออก หรือร้องไห้
เวลาที่คุณมีความสุข อยู่กับเพื่อนหรือคนรัก คุณจะไม่มีทางได้เห็นผม
ผมไม่บอกคุณหรอกว่าทำไม แต่อยากให้คุณรู้ไว้ว่า สำหรับผม
คุณคือคนสำคัญเสมอ สำหรับคุณ ผมไม่ใช่คนสำคัญอะไร
อย่างน้อยผมก็อยากให้คุณรู้สึกเช่นนั้น.. ตลอดไป
เมื่อก่อน เราสองคนเพียงพบกันแค่ผ่านๆ ไม่มีการพูดคุยทักทาย
ยากนักที่จะบอกว่าคุณรู้จักผม แต่ผมเชื่อว่า คงมีบางครั้ง
ที่สายตาคุณ คงเคยเหลือบแลสัมผัสกับใบหน้าของผมเพียงห่างๆ
ไม่ว่าคุณจะคิดเช่นไร เห็นหรือไม่เห็นผม ไม่เป็นไร อย่างน้อย
ผมก็เห็นคุณจากมุมมืดมิดที่ไม่มีคนสังเกตสังกา ให้ความสำคัญใดๆ
ตอนนี้ คุณคงรู้จักผมชัดเจนขึ้น ก็วันที่ผมเอาของไปให้เพื่อนคุณ
และไม่คาดฝัน เพื่อนคุณแนะนำผมให้คุณรู้จักอย่างเป็นทางการ
เพื่อนคุณไม่รู้หรอกว่าผมคิดอย่างไรกับคุณ เขาเพียงทำหน้าที่ทางสังคม
การแนะนำคนที่ตนรู้จักให้กับคนที่ตนรู้จักอีกคน มันก็แค่นั้น
ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเขาเท่าไร
แต่ผมแอบคิดเล็กๆว่า ถ้าเขารู้ว่าผมคิดอย่างไรกับคุณ เขาคงไม่แนะนำ
เพราะผมเองที่เชื่อมั่นว่า เขาเองก็คิดกับคุณเหมือนที่ผมคิดกับคุณ
ทำไมท้องฟ้าช่างสดใสนักวันนี้ แต่ใจผมกลับไม่สดใสเหมือนท้องฟ้า
ใช่แล้ว ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ ใจผมคิดถึงหน้าคุณ แปลกดีไหม
ถ้าคุณยังจำได้ วันที่เขาแนะนำคุณให้รู้จักกับผม ผมไม่กล้าสบสายตาคุณ
คุณอาจสงสัยว่าผมเป็นอะไร หรือคงเดาว่าผมเป็นคนขี้อาย หรือไม่ก็ไม่ชอบสังคม
แต่ผมอยากบอกว่า ที่ผมไม่กล้าสบสายตาคุณ มันก็เพราะผมกำลังหน้าแดง
ใช่แล้ว ผมกำลังหน้าแดงเป็นมะเขือเทศสุก
ถ้าวันเวลาสามารถกำหนดได้ว่าให้เคลื่อนคล้อยไปช้าเชื่องเหมือนปุยฝ้ายละเลียดไหล
ไปตามผ้าลื่นที่เอียงทำมุมไม่มาก แต่มากพอให้ปุยฝ้ายขยับ
ผมเชื่อว่าผมอยากให้เวลาเคลื่อนไปช้าๆแบบนี้ ในเวลาที่มีคุณอยู่ข้างกาย
ผมเชื่อว่าผมโชคดีกว่าทุกคนในโลก ตราบที่ทุกวินาทีที่ผมหายใจอยู่
มีลมหายใจคุณพัดวีอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจที่ให้กับผม
คำว่ากำลังใจ ฟังดูแปลกๆ ว่าไหม ผมรู้สึกว่า ใจมันเป็นนามธรรมมากๆ
แต่เมื่อตามหลังกำลัง มันฟังดูฮึกเหิมดีจริงๆ
อีกไม่กี่ชั่วโมง ผมกับคุณต้องลาจากกันชั่วนิรันดรภพ.. ใช่แล้ว
ผมขอสารภาพความในใจให้คุณรู้
ผมมีคุณเสมอในทุกวัน และมีคุณเสมอในทุกลมหายใจเข้าออก
และผมจะขอมีคุณเสมอ แม้เราจะไม่สามารถอยู่ด้วยกันในชาตินี้แล้ว
รักคุณ และพบกันในไม่ช้า...
เวลาที่คุณกำลังอ่อนแอ ท้อแท้ ผิดหวัง ไร้ทางออก หรือร้องไห้
เวลาที่คุณมีความสุข อยู่กับเพื่อนหรือคนรัก คุณจะไม่มีทางได้เห็นผม
ผมไม่บอกคุณหรอกว่าทำไม แต่อยากให้คุณรู้ไว้ว่า สำหรับผม
คุณคือคนสำคัญเสมอ สำหรับคุณ ผมไม่ใช่คนสำคัญอะไร
อย่างน้อยผมก็อยากให้คุณรู้สึกเช่นนั้น.. ตลอดไป
เมื่อก่อน เราสองคนเพียงพบกันแค่ผ่านๆ ไม่มีการพูดคุยทักทาย
ยากนักที่จะบอกว่าคุณรู้จักผม แต่ผมเชื่อว่า คงมีบางครั้ง
ที่สายตาคุณ คงเคยเหลือบแลสัมผัสกับใบหน้าของผมเพียงห่างๆ
ไม่ว่าคุณจะคิดเช่นไร เห็นหรือไม่เห็นผม ไม่เป็นไร อย่างน้อย
ผมก็เห็นคุณจากมุมมืดมิดที่ไม่มีคนสังเกตสังกา ให้ความสำคัญใดๆ
ตอนนี้ คุณคงรู้จักผมชัดเจนขึ้น ก็วันที่ผมเอาของไปให้เพื่อนคุณ
และไม่คาดฝัน เพื่อนคุณแนะนำผมให้คุณรู้จักอย่างเป็นทางการ
เพื่อนคุณไม่รู้หรอกว่าผมคิดอย่างไรกับคุณ เขาเพียงทำหน้าที่ทางสังคม
การแนะนำคนที่ตนรู้จักให้กับคนที่ตนรู้จักอีกคน มันก็แค่นั้น
ไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเขาเท่าไร
แต่ผมแอบคิดเล็กๆว่า ถ้าเขารู้ว่าผมคิดอย่างไรกับคุณ เขาคงไม่แนะนำ
เพราะผมเองที่เชื่อมั่นว่า เขาเองก็คิดกับคุณเหมือนที่ผมคิดกับคุณ
ทำไมท้องฟ้าช่างสดใสนักวันนี้ แต่ใจผมกลับไม่สดใสเหมือนท้องฟ้า
ใช่แล้ว ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าอยู่ ใจผมคิดถึงหน้าคุณ แปลกดีไหม
ถ้าคุณยังจำได้ วันที่เขาแนะนำคุณให้รู้จักกับผม ผมไม่กล้าสบสายตาคุณ
คุณอาจสงสัยว่าผมเป็นอะไร หรือคงเดาว่าผมเป็นคนขี้อาย หรือไม่ก็ไม่ชอบสังคม
แต่ผมอยากบอกว่า ที่ผมไม่กล้าสบสายตาคุณ มันก็เพราะผมกำลังหน้าแดง
ใช่แล้ว ผมกำลังหน้าแดงเป็นมะเขือเทศสุก
ถ้าวันเวลาสามารถกำหนดได้ว่าให้เคลื่อนคล้อยไปช้าเชื่องเหมือนปุยฝ้ายละเลียดไหล
ไปตามผ้าลื่นที่เอียงทำมุมไม่มาก แต่มากพอให้ปุยฝ้ายขยับ
ผมเชื่อว่าผมอยากให้เวลาเคลื่อนไปช้าๆแบบนี้ ในเวลาที่มีคุณอยู่ข้างกาย
ผมเชื่อว่าผมโชคดีกว่าทุกคนในโลก ตราบที่ทุกวินาทีที่ผมหายใจอยู่
มีลมหายใจคุณพัดวีอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจที่ให้กับผม
คำว่ากำลังใจ ฟังดูแปลกๆ ว่าไหม ผมรู้สึกว่า ใจมันเป็นนามธรรมมากๆ
แต่เมื่อตามหลังกำลัง มันฟังดูฮึกเหิมดีจริงๆ
อีกไม่กี่ชั่วโมง ผมกับคุณต้องลาจากกันชั่วนิรันดรภพ.. ใช่แล้ว
ผมขอสารภาพความในใจให้คุณรู้
ผมมีคุณเสมอในทุกวัน และมีคุณเสมอในทุกลมหายใจเข้าออก
และผมจะขอมีคุณเสมอ แม้เราจะไม่สามารถอยู่ด้วยกันในชาตินี้แล้ว
รักคุณ และพบกันในไม่ช้า...
ตุลาคม 24, 2550
หนองน้ำแน่นิ่ง
ร่างกายผมเปียกไปหมดตอนเปลือกตาผมเผยอขึ้น
รอบกายผมมีเพียงน้ำและน้ำและน้ำและน้ำและน้ำ
ผมนอนอยู่กลางหนองน้ำตื้นๆ ที่มีเพียงใบหน้าส่วนจมูกเท่านั้น
ที่โผล่พ้นน้ำ นอกนั้นจมใต้ผิวน้ำที่นิ่ง
ร่างกายผมไม่สามารถขยับได้ ไม่รู้เพราะอะไร
ผมพยายามลุกขึ้นให้พ้นผิวน้ำนั้นแต่ทำไมทำไม่ได้
ห่างออกไปจากหนองน้ำ เป็นแนวไม้
แนวไม้ที่หนาหนั่น ทึบอับ ปรับมุมยังไงก็มองทะลุไกลยากยิ่ง
ผมเปรียบประดุจหมาหัวเน่ากระดูกหัก ทำได้เพียงนอนนิ่งกลางไพร
ก่อนหน้านี้ผมทำอะไรมา ผมถึงมานอนอยู่ในหนองน้ำนี้
ผมเองก็ไม่อาจทราบได้
...
หลายเดือนก่อน ผมพบเธอที่ตลาดสด วันนั้นเป็นวันพระ
เธอมากับแม่ของเธอ ในมือเธอ ถือถุงพลาสติกใส่อาหารที่จ่ายตลาด
ผมมองไม่เห็นรายละเอียดใดๆในถุงพลาสติกนั้น แต่ผมเห็นหน้าเธอ
เธอหน้าตาหมดจด สวยธรรมชาติ ยากยิ่งจะนิยาม
เพียงบอกแค่ผิวกายละเอียดประดุจผิวผ้าไหมเกรดเอ
ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะผมไม่เคยสัมผัส
สายตาอาจละลาบละล้วงไปเกินเลยจนเปรียบเปรยเธอได้
แต่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป ที่แน่ๆ หน้าเธอตรงใจมาก
ผมทำอาชีพขายกาแฟในตลาด เธอเดินผ่านผมโดยไม่ซื้อ
แต่ผมมองหน้าเธอค้าง จนเธอสังเกตเห็นและหยุดมองหน้าผมเพียงขณะ
หัวใจผมเต้นระรัว และสิ่งที่ผมต้องการพูดออกไปก็เริ่มต้น
"สวัสดีครับ รับกาแฟเย็นไหม"
ปากสั่น แต่สั่นสู้ ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงกล้าพูดออกไป
ผมไม่เคยพูดกับลูกค้าคนไหนแบบนี้มาก่อน
"เอาเอสเพรซโซ่ร้อนดีกว่าค่ะ ดับเบิ้ลชอทไปเลย"
ผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด ร้านผมมีแต่กาแฟเย็นกับกาแฟร้อน
ภาษาอังกฤษที่เธอพูดมา ทำให้ผมงง แต่ผมก็ตอบไปว่า
"ได้ครับ รอสักครู่นะ ว่าแต่คุณไม่ค่อยได้มาจ่ายตลาดที่นี่ใช่ไหม"
"ฮ่าๆ " เธอหัวเราะ และบอกว่าเธอพูดเล่น ร้านผมจะมีได้ไง
ของที่เธอสั่ง มันคือกาแฟสด ที่เธอไม่รับจากร้านในตลาดแน่ๆ
แต่เธอเห็นผมจ้องหน้าเธออยู่อย่างนั้น เธอเลยจะแกล้งผมเล่น
แล้วเธอก็เดินจากไป
...
มีเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามใกล้ๆ จุดที่ผมนอนแน่นิ่งในหนองน้ำ
ผมตะโกนออกไปสุดเสียง "ช่วยด้วย ๆๆๆๆๆๆๆ "
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และโผล่พ้นแนวไม้ทึบหน้า
ผมเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน
และผมก็สามารถขยับตัวลุกจากหนองน้ำนั้นก่อนที่คนผู้นั้นจะมาถึงตัว
ผมโกยอ้าว... ไม่เหลียวหลังกลับมาดู
รอบกายผมมีเพียงน้ำและน้ำและน้ำและน้ำและน้ำ
ผมนอนอยู่กลางหนองน้ำตื้นๆ ที่มีเพียงใบหน้าส่วนจมูกเท่านั้น
ที่โผล่พ้นน้ำ นอกนั้นจมใต้ผิวน้ำที่นิ่ง
ร่างกายผมไม่สามารถขยับได้ ไม่รู้เพราะอะไร
ผมพยายามลุกขึ้นให้พ้นผิวน้ำนั้นแต่ทำไมทำไม่ได้
ห่างออกไปจากหนองน้ำ เป็นแนวไม้
แนวไม้ที่หนาหนั่น ทึบอับ ปรับมุมยังไงก็มองทะลุไกลยากยิ่ง
ผมเปรียบประดุจหมาหัวเน่ากระดูกหัก ทำได้เพียงนอนนิ่งกลางไพร
ก่อนหน้านี้ผมทำอะไรมา ผมถึงมานอนอยู่ในหนองน้ำนี้
ผมเองก็ไม่อาจทราบได้
...
หลายเดือนก่อน ผมพบเธอที่ตลาดสด วันนั้นเป็นวันพระ
เธอมากับแม่ของเธอ ในมือเธอ ถือถุงพลาสติกใส่อาหารที่จ่ายตลาด
ผมมองไม่เห็นรายละเอียดใดๆในถุงพลาสติกนั้น แต่ผมเห็นหน้าเธอ
เธอหน้าตาหมดจด สวยธรรมชาติ ยากยิ่งจะนิยาม
เพียงบอกแค่ผิวกายละเอียดประดุจผิวผ้าไหมเกรดเอ
ผมเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะผมไม่เคยสัมผัส
สายตาอาจละลาบละล้วงไปเกินเลยจนเปรียบเปรยเธอได้
แต่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป ที่แน่ๆ หน้าเธอตรงใจมาก
ผมทำอาชีพขายกาแฟในตลาด เธอเดินผ่านผมโดยไม่ซื้อ
แต่ผมมองหน้าเธอค้าง จนเธอสังเกตเห็นและหยุดมองหน้าผมเพียงขณะ
หัวใจผมเต้นระรัว และสิ่งที่ผมต้องการพูดออกไปก็เริ่มต้น
"สวัสดีครับ รับกาแฟเย็นไหม"
ปากสั่น แต่สั่นสู้ ผมไม่รู้ว่าทำไมผมถึงกล้าพูดออกไป
ผมไม่เคยพูดกับลูกค้าคนไหนแบบนี้มาก่อน
"เอาเอสเพรซโซ่ร้อนดีกว่าค่ะ ดับเบิ้ลชอทไปเลย"
ผมไม่เข้าใจสิ่งที่เธอพูด ร้านผมมีแต่กาแฟเย็นกับกาแฟร้อน
ภาษาอังกฤษที่เธอพูดมา ทำให้ผมงง แต่ผมก็ตอบไปว่า
"ได้ครับ รอสักครู่นะ ว่าแต่คุณไม่ค่อยได้มาจ่ายตลาดที่นี่ใช่ไหม"
"ฮ่าๆ " เธอหัวเราะ และบอกว่าเธอพูดเล่น ร้านผมจะมีได้ไง
ของที่เธอสั่ง มันคือกาแฟสด ที่เธอไม่รับจากร้านในตลาดแน่ๆ
แต่เธอเห็นผมจ้องหน้าเธออยู่อย่างนั้น เธอเลยจะแกล้งผมเล่น
แล้วเธอก็เดินจากไป
...
มีเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามใกล้ๆ จุดที่ผมนอนแน่นิ่งในหนองน้ำ
ผมตะโกนออกไปสุดเสียง "ช่วยด้วย ๆๆๆๆๆๆๆ "
เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และโผล่พ้นแนวไม้ทึบหน้า
ผมเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน
และผมก็สามารถขยับตัวลุกจากหนองน้ำนั้นก่อนที่คนผู้นั้นจะมาถึงตัว
ผมโกยอ้าว... ไม่เหลียวหลังกลับมาดู
ตุลาคม 22, 2550
20 ตค วันเกิดลูกรัก, 21 ตค ท่องงานสัปดาห์, 22 ตค กลับมาทำงาน
วันเสาร์ที่ 20 ที่ผ่านมา เป็นวันเกิดครบรอบ 1 ขวบถ้วนของน้องเฟย์ ลูกสาวสุดที่รักครับ
ผมกับหุยก็เลยพาลูก พร้อมกับ แม่หุยและน้องๆหุย ไปที่วัดเพื่อถวายสังฆทาน
โดยเป็นการถวายของที่ผมกับหุย ไปเลือกของใส่ถังสังฆทานเอง ที่คาร์ฟูรัชดา
หลังจากถวายสังฆทานเสร็จ ผมก็พาลูกไปเดินเที่ยวงาน ลูกโป่ง ที่เซ็นทรัลพระราม 3
จริงๆวันนี้ เพื่อนส.มศว.ปทุมวัน นัดกันไปพบ พระด๋อย ที่วัด ผมไม่สามารถไปด้วย
เพราะเป็นวันเกิดลูก และวันนี้ มีการบันทึกเสียงกับพี่ปราบดา ที่ห้องอัด
แต่ผมก็ไม่ได้ไป เพราะเป็นวันเกิดลูกเช่นกัน ก็เลยสรุปว่างดไปทำอย่างอื่น ได้อยู่กับลูก
มีความสุขมากๆครับ
วันอาทิตย์ที่ 21 ผมตื่นประมาณ 10 โมงครึ่ง อาบน้ำแต่งตัว รีบออกไป จะไปเดินงาน
สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เนื่องจากไม่ได้หุงข้าวไว้ ก็เลยออกไปกินที่ ศูนย์ประชุมฯ
เลยดีกว่า ไม่ต้องอุ่นแกงเขียวหวานที่พี่หน่อยทำไว้ด้วย
ไปถึงงานสัปดาห์ประมาณ 11 โมงครึ่ง ซื้อข้าวมันไก่ ราคา 40 บาท แต่ปริมาณน้อยจัดๆ
หาที่นั่งก็ยาก คนเริ่มทยอยมาเยอะเรื่อยๆ ได้ที่นั่งก็กินไม่อิ่มอีก
เลยต้องไปซื้อ ก๋วยเตี๋ยวแคระ ต่ออีก 35 และบังเอิญ ยังจุอาหารได้อีก ก็เลย
ต่อด้วย ไอติมกะทิ ตักเครื่องได้เอง 20 บาท รวมไปกว่า 95 บาท (โห... food center ไรเนี่ย)
หลังจากนั้น ก็เข้าไปเดินในงานเลย เป้าหมายแรกคือไป นายอินทร์ เพราะวันเสาร์แวะมาดูแว้บๆ
ก่อนกลับบ้าน (พอดีนั่งรถใต้ดิน เลยแวะสะดวก) แต่บังเอิญผ่านร้าน
หนังสือใต้ดิน (Underground) ก็เลยแวะ ได้หนังสือมานิดหน่อย (Free Form, Happening
และหนังสือหนังของพี่ 'ปราย พันแสง -- เก่าแล้วเกี่ยวกับหนัง ปกดำๆ จำชื่อบ่ได้)
ชอบมากเลย บทแรก เพราะเขียนถึงเถี่ยน หมี มี่
ได้อย่างดี ผมเอามานั่งอ่านตอนหลังจากกลับจากงาน ยอมรับว่า น้ำตาไหล (นึกถึงฉากตาม)
อ่อ น้องคนขายน่ารักดีอ่า :O
ที่ร้านนายอินทร์ ตอนแรกในใจคิด อยากหาหนังสือลดราคาของ "ธวัชชัย คิดอ่าน" แต่
พบสองสามเล่ม "ที่ผมมีหมดแล้ว และซื้อราคาปกติมา" -- กรรม -- ก็เลยไม่ได้ซื้อ
สรุปว่า จบลงที่ร้านโฆษิต เพราะขายหนังสือลดราคาเยอะและสภาพหนังสือไม่โดนทำลายมาก
จริงๆอยากลองงานของ "คาฟค่า" เพราะเห็นชื่อคนนี้ จากหนังสือของ มุราคามี
ก่อนกลับจากงานก็ประมาณเกือบบ่ายสอง ไม่ทันได้เจอพี่คุ่นเลย ฮ่าๆ
วันนี้ 22 กลับมาทำงานอีกครั้ง (หลังจากหยุดไปสองวัน) อากาศทำไมเย็นๆสบายๆดีจัง
หรือว่าเข้าใกล้คำพยากรณ์!
ผมกับหุยก็เลยพาลูก พร้อมกับ แม่หุยและน้องๆหุย ไปที่วัดเพื่อถวายสังฆทาน
โดยเป็นการถวายของที่ผมกับหุย ไปเลือกของใส่ถังสังฆทานเอง ที่คาร์ฟูรัชดา
หลังจากถวายสังฆทานเสร็จ ผมก็พาลูกไปเดินเที่ยวงาน ลูกโป่ง ที่เซ็นทรัลพระราม 3
จริงๆวันนี้ เพื่อนส.มศว.ปทุมวัน นัดกันไปพบ พระด๋อย ที่วัด ผมไม่สามารถไปด้วย
เพราะเป็นวันเกิดลูก และวันนี้ มีการบันทึกเสียงกับพี่ปราบดา ที่ห้องอัด
แต่ผมก็ไม่ได้ไป เพราะเป็นวันเกิดลูกเช่นกัน ก็เลยสรุปว่างดไปทำอย่างอื่น ได้อยู่กับลูก
มีความสุขมากๆครับ
วันอาทิตย์ที่ 21 ผมตื่นประมาณ 10 โมงครึ่ง อาบน้ำแต่งตัว รีบออกไป จะไปเดินงาน
สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เนื่องจากไม่ได้หุงข้าวไว้ ก็เลยออกไปกินที่ ศูนย์ประชุมฯ
เลยดีกว่า ไม่ต้องอุ่นแกงเขียวหวานที่พี่หน่อยทำไว้ด้วย
ไปถึงงานสัปดาห์ประมาณ 11 โมงครึ่ง ซื้อข้าวมันไก่ ราคา 40 บาท แต่ปริมาณน้อยจัดๆ
หาที่นั่งก็ยาก คนเริ่มทยอยมาเยอะเรื่อยๆ ได้ที่นั่งก็กินไม่อิ่มอีก
เลยต้องไปซื้อ ก๋วยเตี๋ยวแคระ ต่ออีก 35 และบังเอิญ ยังจุอาหารได้อีก ก็เลย
ต่อด้วย ไอติมกะทิ ตักเครื่องได้เอง 20 บาท รวมไปกว่า 95 บาท (โห... food center ไรเนี่ย)
หลังจากนั้น ก็เข้าไปเดินในงานเลย เป้าหมายแรกคือไป นายอินทร์ เพราะวันเสาร์แวะมาดูแว้บๆ
ก่อนกลับบ้าน (พอดีนั่งรถใต้ดิน เลยแวะสะดวก) แต่บังเอิญผ่านร้าน
หนังสือใต้ดิน (Underground) ก็เลยแวะ ได้หนังสือมานิดหน่อย (Free Form, Happening
และหนังสือหนังของพี่ 'ปราย พันแสง -- เก่าแล้วเกี่ยวกับหนัง ปกดำๆ จำชื่อบ่ได้)
ชอบมากเลย บทแรก เพราะเขียนถึงเถี่ยน หมี มี่
ได้อย่างดี ผมเอามานั่งอ่านตอนหลังจากกลับจากงาน ยอมรับว่า น้ำตาไหล (นึกถึงฉากตาม)
อ่อ น้องคนขายน่ารักดีอ่า :O
ที่ร้านนายอินทร์ ตอนแรกในใจคิด อยากหาหนังสือลดราคาของ "ธวัชชัย คิดอ่าน" แต่
พบสองสามเล่ม "ที่ผมมีหมดแล้ว และซื้อราคาปกติมา" -- กรรม -- ก็เลยไม่ได้ซื้อ
สรุปว่า จบลงที่ร้านโฆษิต เพราะขายหนังสือลดราคาเยอะและสภาพหนังสือไม่โดนทำลายมาก
จริงๆอยากลองงานของ "คาฟค่า" เพราะเห็นชื่อคนนี้ จากหนังสือของ มุราคามี
ก่อนกลับจากงานก็ประมาณเกือบบ่ายสอง ไม่ทันได้เจอพี่คุ่นเลย ฮ่าๆ
วันนี้ 22 กลับมาทำงานอีกครั้ง (หลังจากหยุดไปสองวัน) อากาศทำไมเย็นๆสบายๆดีจัง
หรือว่าเข้าใกล้คำพยากรณ์!
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)