http://nichapa.wordpress.com/
ลองเข้าไปดูกันได้ครับ
ตุลาคม 31, 2549
DEATH TRANCE
เมื่อคืนนั่งดู DVD ที่โหลดมาจากบิต ชื่อเรื่องว่า เดธ แทรนซ์
เป็นหนังญี่ปุ่น แนวฟันดาบไฮเทค (ที่มีทั้งปืน ดาบ มอเตอร์ไซต์!
ในฉากหลังที่เป็นญี่ปุ่นโบราณ) พระเอกที่เล่น คือคนเดียวกับ
พระเอกในเรื่อง Versus ของผู้กำกับริวเฮ แต่เรื่องนี้
ถึงแนวหนังจะทำให้นึกถึงผู้กำกับ ริวเฮ มากๆ แต่ไม่ใช่หนังของริวเฮ
ฉากเปิดเรื่อง เมื่อชายลึกลับกับกระบี่ เดินเข้าไปบุกวัด ที่มีรูปปั้นพระญี่ปุ่น
วางเรียงราย เต็มไปทั่ว ฉากจัดได้สวยมีเสน่ห์ ลึกลับน่าติดตาม
เป้าหมายของชายลึกลับผู้นี้คือ ขโมยโลงศพ ที่เก็บรักษาไว้ที่วัด
เป็นเวลากว่าร้อยปี การที่จะชิงโรงศพมาได้ พระเอกของเรา
ต้องฆ่านักบวช จำนวนหลายสิบคน ...
ฉากการต่อสู้ในแง่ของความสวยงามของท่าการต่อสู้ และความสมจริง ยังไม่ดีนัก
โดยรวมถือว่ายังไม่น่าพอใจ มีมากเกินไปด้วยสำหรับฉากต่อสู้ต่างๆ
แต่สิ่งที่เด่นมากๆ ของหนัง คือการสร้างตัวละคร และเครื่องแต่งกาย
ทำออกมาได้ดี ออกแบบกันดี ฉากก็ทำออกมาดี ถ่ายทำแสงสีสวยดี แต่...
เนื้อเรื่องออกจะสับสนปนเป ระหว่างเรื่องเทพ เรื่องบู๊ล้างผลาญ
และพระเอกดูมึนๆ ไปหน่อย ไม่มีนางเอก ไม่มีฉากโหดเลือดสาด ไม่มีฉากโป๊
หนังทำได้ไม่ถึงเพราะขาดสิ่งเหล่านี้ด้วย (ผมว่า)
เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่เดินตามโลงศพที่ถูกขโมย
พระที่ได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ให้เอากระบี่ไปมอบให้
ผู้ที่สามารถชักมันออกมาจากฝัก (ด้ามดาบเหมือนลึงค์! แถมเต้นตุ้บๆได้บางที)
ตัวละคนเหล่านี้ จะพบได้ในหนังเรื่องนี้
สรุป ไม่สนุกเท่าไร ทำออกมาให้ดูดีเท่านั้น เอฟเฟกสวย
เนื้อเรื่องยังไม่ดี ฉากการต่อสู้ไม่สมจริงนักแต่ไม่เลวร้าย
ไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังมันส์ๆ
ที่เนื้อเรื่องดีๆ อย่าง อาซูมิ ซาโตอิชิ (ของคิตาโร่)
หรือแม้แต่ เวอซัส ก็ตามทีครับ ผมให้ 60 / 100 ครับ
เป็นหนังญี่ปุ่น แนวฟันดาบไฮเทค (ที่มีทั้งปืน ดาบ มอเตอร์ไซต์!
ในฉากหลังที่เป็นญี่ปุ่นโบราณ) พระเอกที่เล่น คือคนเดียวกับ
พระเอกในเรื่อง Versus ของผู้กำกับริวเฮ แต่เรื่องนี้
ถึงแนวหนังจะทำให้นึกถึงผู้กำกับ ริวเฮ มากๆ แต่ไม่ใช่หนังของริวเฮ
ฉากเปิดเรื่อง เมื่อชายลึกลับกับกระบี่ เดินเข้าไปบุกวัด ที่มีรูปปั้นพระญี่ปุ่น
วางเรียงราย เต็มไปทั่ว ฉากจัดได้สวยมีเสน่ห์ ลึกลับน่าติดตาม
เป้าหมายของชายลึกลับผู้นี้คือ ขโมยโลงศพ ที่เก็บรักษาไว้ที่วัด
เป็นเวลากว่าร้อยปี การที่จะชิงโรงศพมาได้ พระเอกของเรา
ต้องฆ่านักบวช จำนวนหลายสิบคน ...
ฉากการต่อสู้ในแง่ของความสวยงามของท่าการต่อสู้ และความสมจริง ยังไม่ดีนัก
โดยรวมถือว่ายังไม่น่าพอใจ มีมากเกินไปด้วยสำหรับฉากต่อสู้ต่างๆ
แต่สิ่งที่เด่นมากๆ ของหนัง คือการสร้างตัวละคร และเครื่องแต่งกาย
ทำออกมาได้ดี ออกแบบกันดี ฉากก็ทำออกมาดี ถ่ายทำแสงสีสวยดี แต่...
เนื้อเรื่องออกจะสับสนปนเป ระหว่างเรื่องเทพ เรื่องบู๊ล้างผลาญ
และพระเอกดูมึนๆ ไปหน่อย ไม่มีนางเอก ไม่มีฉากโหดเลือดสาด ไม่มีฉากโป๊
หนังทำได้ไม่ถึงเพราะขาดสิ่งเหล่านี้ด้วย (ผมว่า)
เด็กผู้หญิงตัวเล็กที่เดินตามโลงศพที่ถูกขโมย
พระที่ได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาส ให้เอากระบี่ไปมอบให้
ผู้ที่สามารถชักมันออกมาจากฝัก (ด้ามดาบเหมือนลึงค์! แถมเต้นตุ้บๆได้บางที)
ตัวละคนเหล่านี้ จะพบได้ในหนังเรื่องนี้
สรุป ไม่สนุกเท่าไร ทำออกมาให้ดูดีเท่านั้น เอฟเฟกสวย
เนื้อเรื่องยังไม่ดี ฉากการต่อสู้ไม่สมจริงนักแต่ไม่เลวร้าย
ไม่เหมาะกับคนที่ชอบหนังมันส์ๆ
ที่เนื้อเรื่องดีๆ อย่าง อาซูมิ ซาโตอิชิ (ของคิตาโร่)
หรือแม้แต่ เวอซัส ก็ตามทีครับ ผมให้ 60 / 100 ครับ
ตุลาคม 28, 2549
เนื่องจาก blog เกี่ยวกับพระเจ้าของพี่ปราบดา
ความเห็นของผมต่อคนที่เข้ามา comment กระทู้เรื่องเกี่ยวกับ ศาสนา ครับ (อ่านรายละเอียดเพิ่ม กด link ที่ชื่อหัวข้อก็ได้)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถ้าบุญชิตฯ อยากรู้ก็จงศึกษาให้ลึกกว่านี้จะเข้าใจเรื่องชาตินี้ชาติหน้าว่าทำไมถึงมีตรรก การที่เราไม่เห็นในตรรก ไม่ได้แสดงว่าไม่มีตรรก
ผมเปรียบคนอย่างบุญชิตฯ ว่าเป็นคนที่เพียงรับฟัง "ความหมาย" ของ "รสหวาน" แต่ไม่เคยได้ชิม "รสหวาน" จริงๆ ไม่มีทางที่จะเข้าใจสัมผัสหรือรับรู้ "รสหวาน" จริงๆได้เลย แม้เพียงนิด บางอย่างในพุธศาสนา ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการ "อ่าน" หรือ "รับฟัง" จริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่ต้อง "สัมผัส" เราอาจมองคนที่นั่งสมาธิ และรับฟังเรื่องที่ชีวิตหลังความตาย เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ จากปากคนนั้นคนนี้ แม่ชีเล่า หรือพระเขียนไว้ แต่ก็เท่านั้น ถ้าเราไม่ได้ "สัมผัส"
ผมไม่ใช่คนที่เคร่งศาสนาแบบเอาเป็นเอาตาย แต่ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ความไม่เห็นคุณค่าทางศาสนา เกิดจากคนเราไม่ได้ "สัมผัส" ศาสนาจริงจัง
การ "สัมผัส" ก็คือการ "ปฏิบัติ" ครับ ถ้าอยากเข้าใจในศาสนาพุทธ ต้องปฏิบัติ ปรัชาอย่างที่คุณพี่ปราบดา คิด เป็นเพียง "มิติ" หนึ่งของศาสนาเท่านั้น ถ้าอยากรู้ให้ "จริง" กว่าที่เป็น ต้อง "ปฏิบัติ" อย่างเดียวเท่านั้น
ถ้าอยากปฏิบัติ แบบเดินไปข้างหน้า โดยมีคนคอยดันข้างหลัง ให้เลือกเดินสาย เซน หรือ มหาญาน (สะกดถูกปล่าวหว่า) แต่ถ้าอยากทำแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป มีคนชี้ทาง ให้เลือกพุทธแบบไทยๆ คือหีนญาณ (สะกดถูกปล่าวหว่า)
เอาเป็นว่า ผมมี ศรัทธา ผมยังไม่ "สัมผัส" แต่ผมคิดว่า ศาสนาไม่ใช่แค่ วน loop หาไม่พบ เป็นเพียงปรัชญา แน่นอนครับ คนที่พูดได้แค่นี้ คือพวกที่มีอวิชชาในใจ ยังไม่ได้ "ปฏิบัติ" หรือ ชิมรสหวานจริงๆ แต่ วิจารณ์จากการฟังคนเล่า หรืออ่านจากตำรา
เพราะอะไรรู้ไหม
คนได้ชิมรสหวาน ยังไงก็อธิบายรสหวานไม่ได้ แปลว่าอะไรรู้ไหมครับ คนที่เข้าใจศาสนา ก็ไม่สามารถทำให้อีกคนเข้าใจศาสนาได้หรอก ทำได้แค่ ... ทำให้อีกคน เข้ามาชิมรสหวานด้วยตัวเอง เข้าใจไหมนี่
อะไรหรือ
ศาสนา มีจริง ช่วยได้ แต่ต้องลงมือ เดี๋ยวนี้ .. เท่านั้นเอง (แต่โคตรยากกกกกกกกกกกส์)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถ้าบุญชิตฯ อยากรู้ก็จงศึกษาให้ลึกกว่านี้จะเข้าใจเรื่องชาตินี้ชาติหน้าว่าทำไมถึงมีตรรก การที่เราไม่เห็นในตรรก ไม่ได้แสดงว่าไม่มีตรรก
ผมเปรียบคนอย่างบุญชิตฯ ว่าเป็นคนที่เพียงรับฟัง "ความหมาย" ของ "รสหวาน" แต่ไม่เคยได้ชิม "รสหวาน" จริงๆ ไม่มีทางที่จะเข้าใจสัมผัสหรือรับรู้ "รสหวาน" จริงๆได้เลย แม้เพียงนิด บางอย่างในพุธศาสนา ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยการ "อ่าน" หรือ "รับฟัง" จริงๆ เพราะเป็นสิ่งที่ต้อง "สัมผัส" เราอาจมองคนที่นั่งสมาธิ และรับฟังเรื่องที่ชีวิตหลังความตาย เรื่องชาติก่อน ชาตินี้ จากปากคนนั้นคนนี้ แม่ชีเล่า หรือพระเขียนไว้ แต่ก็เท่านั้น ถ้าเราไม่ได้ "สัมผัส"
ผมไม่ใช่คนที่เคร่งศาสนาแบบเอาเป็นเอาตาย แต่ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ความไม่เห็นคุณค่าทางศาสนา เกิดจากคนเราไม่ได้ "สัมผัส" ศาสนาจริงจัง
การ "สัมผัส" ก็คือการ "ปฏิบัติ" ครับ ถ้าอยากเข้าใจในศาสนาพุทธ ต้องปฏิบัติ ปรัชาอย่างที่คุณพี่ปราบดา คิด เป็นเพียง "มิติ" หนึ่งของศาสนาเท่านั้น ถ้าอยากรู้ให้ "จริง" กว่าที่เป็น ต้อง "ปฏิบัติ" อย่างเดียวเท่านั้น
ถ้าอยากปฏิบัติ แบบเดินไปข้างหน้า โดยมีคนคอยดันข้างหลัง ให้เลือกเดินสาย เซน หรือ มหาญาน (สะกดถูกปล่าวหว่า) แต่ถ้าอยากทำแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป มีคนชี้ทาง ให้เลือกพุทธแบบไทยๆ คือหีนญาณ (สะกดถูกปล่าวหว่า)
เอาเป็นว่า ผมมี ศรัทธา ผมยังไม่ "สัมผัส" แต่ผมคิดว่า ศาสนาไม่ใช่แค่ วน loop หาไม่พบ เป็นเพียงปรัชญา แน่นอนครับ คนที่พูดได้แค่นี้ คือพวกที่มีอวิชชาในใจ ยังไม่ได้ "ปฏิบัติ" หรือ ชิมรสหวานจริงๆ แต่ วิจารณ์จากการฟังคนเล่า หรืออ่านจากตำรา
เพราะอะไรรู้ไหม
คนได้ชิมรสหวาน ยังไงก็อธิบายรสหวานไม่ได้ แปลว่าอะไรรู้ไหมครับ คนที่เข้าใจศาสนา ก็ไม่สามารถทำให้อีกคนเข้าใจศาสนาได้หรอก ทำได้แค่ ... ทำให้อีกคน เข้ามาชิมรสหวานด้วยตัวเอง เข้าใจไหมนี่
อะไรหรือ
ศาสนา มีจริง ช่วยได้ แต่ต้องลงมือ เดี๋ยวนี้ .. เท่านั้นเอง (แต่โคตรยากกกกกกกกกกกส์)
Fairfield Gardens
ชื่อเรื่องวันนี้ คือชื่ออพาร์ตเมนต์ ที่ผมอาศัยตอนเรียนที่อเมริกา
เป็นอพาร์ตเมนต์ที่ผม search หาเอา ตอนเรียนภาษาที่ Texas
ก่อนจะย้ายมา Connecticut
จำได้ว่า ตอนมาถึงเมือง Bridgeport
ภาพที่เห็นคือคนดำ นิโกร เต็มไปหมด
เมืองน่ากลัวมาก แถมเรายังใหม่มากๆ ย้ายมาคนเดียว
เรียกว่าเหมือนท่องไปในแดนสนธยา
น้ำตาไหล หัวใจเต้นแรง
แต่ทุกอย่างก็ผ่านการพิสูจน์ตามเวลา
Fairfield Gardens ดูภายนอก ดูภายใน ดูใต้ดิน ดูโรงจอดรถ
ดูยังไง ก็ดูไม่ดี มันน่ากลัว มันดูไม่ค่อยปลอดภัย
แต่ทำไม.. ผมถึงอยู่ได้ตลอดโดยไม่ย้ายไปไหนเลย
เหตุผลง่ายๆคือ ผมมีความรู้สึกสบายใจ
ผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องกังวล
ผมอยู่ชั้นหก แยกตัวจากคนอื่น
ห้องโล่ง กว้างสบาย มีที่ให้นอน
ถึงจะไม่ดูดี แต่มันสบายใจ
เวลาผ่านไปช้าๆ เชื่องๆ ผมกับ Fairfield Gardens เป็นเพื่อนกัน
เวลาคนที่เคยมาเจอหรือเคยมาอยู่ เคยมานอน เคยมาเที่ยวที่นี่
แล้วเวลากลับไปแล้ว วันหลังมาพูดถึงที่นี่แบบไม่ดี
บอกว่ามันน่ากลัว มันดูห่วย
ผมจะเงียบ และไม่ได้ต่อปากต่อคำ
แต่ในใจของผม ผมอยากจะบอกว่า
ที่นั่นคือที่อยู่อาศัยของผม มันคือ home ของผม ไม่ใช่แค่ house
ในชีวิตหนึ่งของผม ผมไม่ลืม
มันไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนกระจอกๆ ที่มีไว้ชั่วคราว
แต่มันคือที่ที่ผมรู้สึกผูกพัน ...ในระดับหนึ่ง
คือหลักไมล์หนึ่งในชีวิต ... ที่ผมไม่มีวันลืม จริงๆนะ
เป็นอพาร์ตเมนต์ที่ผม search หาเอา ตอนเรียนภาษาที่ Texas
ก่อนจะย้ายมา Connecticut
จำได้ว่า ตอนมาถึงเมือง Bridgeport
ภาพที่เห็นคือคนดำ นิโกร เต็มไปหมด
เมืองน่ากลัวมาก แถมเรายังใหม่มากๆ ย้ายมาคนเดียว
เรียกว่าเหมือนท่องไปในแดนสนธยา
น้ำตาไหล หัวใจเต้นแรง
แต่ทุกอย่างก็ผ่านการพิสูจน์ตามเวลา
Fairfield Gardens ดูภายนอก ดูภายใน ดูใต้ดิน ดูโรงจอดรถ
ดูยังไง ก็ดูไม่ดี มันน่ากลัว มันดูไม่ค่อยปลอดภัย
แต่ทำไม.. ผมถึงอยู่ได้ตลอดโดยไม่ย้ายไปไหนเลย
เหตุผลง่ายๆคือ ผมมีความรู้สึกสบายใจ
ผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องกังวล
ผมอยู่ชั้นหก แยกตัวจากคนอื่น
ห้องโล่ง กว้างสบาย มีที่ให้นอน
ถึงจะไม่ดูดี แต่มันสบายใจ
เวลาผ่านไปช้าๆ เชื่องๆ ผมกับ Fairfield Gardens เป็นเพื่อนกัน
เวลาคนที่เคยมาเจอหรือเคยมาอยู่ เคยมานอน เคยมาเที่ยวที่นี่
แล้วเวลากลับไปแล้ว วันหลังมาพูดถึงที่นี่แบบไม่ดี
บอกว่ามันน่ากลัว มันดูห่วย
ผมจะเงียบ และไม่ได้ต่อปากต่อคำ
แต่ในใจของผม ผมอยากจะบอกว่า
ที่นั่นคือที่อยู่อาศัยของผม มันคือ home ของผม ไม่ใช่แค่ house
ในชีวิตหนึ่งของผม ผมไม่ลืม
มันไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนกระจอกๆ ที่มีไว้ชั่วคราว
แต่มันคือที่ที่ผมรู้สึกผูกพัน ...ในระดับหนึ่ง
คือหลักไมล์หนึ่งในชีวิต ... ที่ผมไม่มีวันลืม จริงๆนะ
ตุลาคม 27, 2549
วงดนตรี..วงโดนๆ...ประวัติการตั้งวง และ..และ...
=W= ..
พูดถึงเพลง ผมนึกย้อนไปตอนเรียนปีหนึ่ง
วันหนึ่ง บิดสถานีวิทยุไปที่คลื่น ที่ดีเจสาวใหญ่
พูดคำว่า "เพราะที่สุดในโลก" ออกมาบ่อยๆ
ฟังแล้วหน้าหมั่นไส้ แต่ก็รู้สึกว่า มันมีพลังแปลกๆ
วงแมนิก สตรีท พรีสเช่อ, เรดิโอเฮด, เช็ด เซเว่น
และอีกมากมาย ถูกทะยอยเปิดแบบตามใจดีเจ
ผมฟังแล้วได้แต่ทึ่ง รู้สึกแปลกใหม่ ท้าทาย มีความหวัง?
ว่าไปแล้ว ตอนเด็กๆ ผมเรียกีตาร์คลาสสิก ตั้งแต่ม.1
ผมเรียนไป เพราะพ่อแม่ อยากให้เรียน
ใจก็รักบ้าง แต่ไม่มากมาย ไม่มีพลังขับดัน
ฟังเพลงไม่ได้อิน ไม่ได้มีความอยากเล่นให้เก่ง
วันหนึ่งผมได้ดูมิวสิควีดีโอ วง Guns 'n Roses
เพลง November Rain
เห็น Slash ยืนโซโล่กีตาร์บนเปียนโนแล้ว
โลกผมเปลี่ยนไป
ขอพ่อซื้อกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกในชีวิต..แน่นอน ต้อง Ibanez RG Series
จากห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว กับแอมป์ที่มีเอฟเฟคพ่วง
แต่ Slash ก็ไม่ทำให้ผมแต่งเพลงเป็นเรื่องเป็นราว อยากตั้งวง
เพราะยุคแห่งดนตรีทันสมัย หรืออัลเตอร์เนทีฟ หรือ โมเดิร์นร็อค นั่นเอง
มันทำให้ผมกับสิงโต ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนม.ต้น
เราสองคนสนใจดนตรีคนละแนว
สิงโตจะชอบดนตรีที่ซับซ้อน ฟังยากๆหน่อย
สิงโตตีกลอง ที่บ้านมีกลอง (เสียงไม่ดีมากมาย)
ผมเล่นกีตาร์(ไฟฟ้า)
เราตั้งวงกัน สิงโตลากกฤษณ์ เพื่อนที่เกษตร มาเล่นเบส
ส่วนผมทำหน้าที่เล่นกีตาร์ ร้องนำ
ความสุขที่สุดในการเล่นดนตรีคือ ได้รู้สึกถึงพลัง
มันยิ่งใหญ่มากเลย ตอนนั้น (ประมาณปีสอง ป.ตรี)
ผมคาดหวังถึงกับว่า อยากสร้าง Music Complex
อยากรวยๆ สร้างสถานที่ใหญ่ๆ เป็นที่สร้างงานใต้ดินของนักดนตรีสมัครเล่น
ที่มีทั้งเวทีให้เล่น มีห้องซ้อมให้ซ้อม มีห้องอัดให้อัด มีร้านขายให้ด้วย
แถมเล่นไม่เป็นแต่ใจรัก มีคนสอนอีกต่างหาก
ก็วาดฝันไปเรื่อย กับความฝันเกี่ยวกับโลกแห่งดนตรี ที่ตอนนั้นผมรักมันมากเหลือเกิน
รักจนมันกินเข้าไปในเลือดเนื้อ พ่อเห็นใจ เรียนจบป.ตรี
เจียดห้องให้ห้องหนึ่งที่ออฟฟิซ ทำเป็นห้องซ้อมเก็บเสียง เอาอุปกรณ์ไปวาง
ผมก็ได้ทำฝัน ทำเพลงกับวงผม
บางคืน ทำกันตั้งแต่สามทุ่ม จนตีห้า เพียงอัด.. เสียงกลอง (แต่ก็ยังไม่ดี)
ผมจำได้ตอนทำเพลงในห้องซ้อมนั้น เราทำกันเหนื่อย เราทำกันอย่างบ้าๆบอๆ
จนเบื่อดนตรีไปเลย
แบบทำเองอัดเองมิกซ์เอง นั่งฟัง นั่งปรับ มันสนุก แต่มากๆๆๆๆ เข้า
การฟังเพลงมันก็เลย drop จากที่ชอบ กลายเป็นมองมันในอีกแบบ
บางที... ผมคิดว่า การที่เรารักอะไร
แล้วทุ่มลงไป มากๆๆๆๆ จนเกินไป..
ย่อมกลายเป็นเสีย มากกว่าดี... อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนพวกเราเสมอ
ไม่ควรตึงไป หรือหย่อนจนเกินไป ควรเดินทางสายกลาง
พูดถึงเพลง ผมนึกย้อนไปตอนเรียนปีหนึ่ง
วันหนึ่ง บิดสถานีวิทยุไปที่คลื่น ที่ดีเจสาวใหญ่
พูดคำว่า "เพราะที่สุดในโลก" ออกมาบ่อยๆ
ฟังแล้วหน้าหมั่นไส้ แต่ก็รู้สึกว่า มันมีพลังแปลกๆ
วงแมนิก สตรีท พรีสเช่อ, เรดิโอเฮด, เช็ด เซเว่น
และอีกมากมาย ถูกทะยอยเปิดแบบตามใจดีเจ
ผมฟังแล้วได้แต่ทึ่ง รู้สึกแปลกใหม่ ท้าทาย มีความหวัง?
ว่าไปแล้ว ตอนเด็กๆ ผมเรียกีตาร์คลาสสิก ตั้งแต่ม.1
ผมเรียนไป เพราะพ่อแม่ อยากให้เรียน
ใจก็รักบ้าง แต่ไม่มากมาย ไม่มีพลังขับดัน
ฟังเพลงไม่ได้อิน ไม่ได้มีความอยากเล่นให้เก่ง
วันหนึ่งผมได้ดูมิวสิควีดีโอ วง Guns 'n Roses
เพลง November Rain
เห็น Slash ยืนโซโล่กีตาร์บนเปียนโนแล้ว
โลกผมเปลี่ยนไป
ขอพ่อซื้อกีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกในชีวิต..แน่นอน ต้อง Ibanez RG Series
จากห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว กับแอมป์ที่มีเอฟเฟคพ่วง
แต่ Slash ก็ไม่ทำให้ผมแต่งเพลงเป็นเรื่องเป็นราว อยากตั้งวง
เพราะยุคแห่งดนตรีทันสมัย หรืออัลเตอร์เนทีฟ หรือ โมเดิร์นร็อค นั่นเอง
มันทำให้ผมกับสิงโต ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนม.ต้น
เราสองคนสนใจดนตรีคนละแนว
สิงโตจะชอบดนตรีที่ซับซ้อน ฟังยากๆหน่อย
สิงโตตีกลอง ที่บ้านมีกลอง (เสียงไม่ดีมากมาย)
ผมเล่นกีตาร์(ไฟฟ้า)
เราตั้งวงกัน สิงโตลากกฤษณ์ เพื่อนที่เกษตร มาเล่นเบส
ส่วนผมทำหน้าที่เล่นกีตาร์ ร้องนำ
ความสุขที่สุดในการเล่นดนตรีคือ ได้รู้สึกถึงพลัง
มันยิ่งใหญ่มากเลย ตอนนั้น (ประมาณปีสอง ป.ตรี)
ผมคาดหวังถึงกับว่า อยากสร้าง Music Complex
อยากรวยๆ สร้างสถานที่ใหญ่ๆ เป็นที่สร้างงานใต้ดินของนักดนตรีสมัครเล่น
ที่มีทั้งเวทีให้เล่น มีห้องซ้อมให้ซ้อม มีห้องอัดให้อัด มีร้านขายให้ด้วย
แถมเล่นไม่เป็นแต่ใจรัก มีคนสอนอีกต่างหาก
ก็วาดฝันไปเรื่อย กับความฝันเกี่ยวกับโลกแห่งดนตรี ที่ตอนนั้นผมรักมันมากเหลือเกิน
รักจนมันกินเข้าไปในเลือดเนื้อ พ่อเห็นใจ เรียนจบป.ตรี
เจียดห้องให้ห้องหนึ่งที่ออฟฟิซ ทำเป็นห้องซ้อมเก็บเสียง เอาอุปกรณ์ไปวาง
ผมก็ได้ทำฝัน ทำเพลงกับวงผม
บางคืน ทำกันตั้งแต่สามทุ่ม จนตีห้า เพียงอัด.. เสียงกลอง (แต่ก็ยังไม่ดี)
ผมจำได้ตอนทำเพลงในห้องซ้อมนั้น เราทำกันเหนื่อย เราทำกันอย่างบ้าๆบอๆ
จนเบื่อดนตรีไปเลย
แบบทำเองอัดเองมิกซ์เอง นั่งฟัง นั่งปรับ มันสนุก แต่มากๆๆๆๆ เข้า
การฟังเพลงมันก็เลย drop จากที่ชอบ กลายเป็นมองมันในอีกแบบ
บางที... ผมคิดว่า การที่เรารักอะไร
แล้วทุ่มลงไป มากๆๆๆๆ จนเกินไป..
ย่อมกลายเป็นเสีย มากกว่าดี... อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนพวกเราเสมอ
ไม่ควรตึงไป หรือหย่อนจนเกินไป ควรเดินทางสายกลาง
ตุลาคม 25, 2549
น้องเฟย์
ในที่สุด ผมก็ได้ชื่อว่าเป็นคุณพ่อแล้ว หลังจากแต่งงานมาสองปี (แต่งเมื่อ
13 สค 47 -- มีลูก 20 ตค 49)
ลูกสาวคนแรกของคุณปู่คุณย่า และคุณยาย ชื่อน้องเฟย์ (แปลว่าเทพธิดาตัวน้อย)
เกิดเวลา 7:27 AM ครับ โรงพยาบาล กรุงเทพคริสเตียน
ห้องพัก 301 อยู่โรงพยาบาลระหว่าง 20 - 24 ตค
สุขภาพของคุณแม่ และเด็ก ดีทั้งคู่ครับ ลูกสาวน่ารัก
คิ้วเข้ม (บางคนบอกเหมือนผม บางคนบอกเหมือนแม่เค้า)
ตั้งชื่อจริงให้แล้ว ว่า "นิชาภา" แปลว่า ผู้มีแสงสว่างแห่งตนรุ่งเรืองนาม
การตั้งชื่อใช้หลักการที่เกี่ยวกับโหราศาสตร์ด้วย ไม่ได้ตั้งมั่วนะเนี่ย
การเกิดใช้วิธีผ่าตัด เพราะเด็กหัวไม่ลง ทำให้ไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้
และก็อยู่ในครรภ์นาน 39 สัปดาห์แล้ว เห็นควรแก่เวลา
การเกิดแบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่า คนเราเลือกวันเวลาเกิดได้ในตอนนี้
ไม่เหมือนในอดีต ที่ไม่มีการผ่าตัด
ใครคนหนึ่งเคยบอกว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้
อันนี้ไม่จริงครับ ตอนนี้ทัศนะคติผมเปลี่ยนไป
เราเลือก"วัน/เวลา" เกิดได้แล้วนะ ^_^
ตุลาคม 18, 2549
มนุษย์...จักร
หลายคนคงสงสัยกับเรื่องราวการสร้างหุ่นยนต์
ว่ามันจะเป็นจริงแค่ไหน ยากลำบากมาก การทำให้เครื่องจักรมีชีวิต
แต่ในทางกลับกัน ทุกวันนี้ คนเรากำลังเป็นหุ่นยนต์กันครับ
มนุษย์ถูกโปรแกรม กลับเป็นเครื่องจักร
ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ทุกอย่างมีโลจิกซ่อนเร้นอยู่
คุณดูทีวี กดเงินเอทีเอ็ม ทำคอมพิวเตอร์ ขับรถ
อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกลทั้งหลาย
พลังมนุษย์ถูกดูซับความเป็นจักรกลเข้าสู่ร่าง
เหมือนวงจรจักรกลที่ขับเคลื่อนกลับเข้าสู่สายเลือดเรา
การคิดอ่านของคน ถูกครอบงำด้วยจักรกล
เรากำลังกลายเป็นหุ่นยนต์
ไม่จำเป็นเลยที่จะสร้างหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์
เพราะมนุษย์นั่นแหล่ะ กำลังเข้าใกล้ความเป็นเครื่องจักรเข้าไปทุกที
เฮ้อ....
ว่ามันจะเป็นจริงแค่ไหน ยากลำบากมาก การทำให้เครื่องจักรมีชีวิต
แต่ในทางกลับกัน ทุกวันนี้ คนเรากำลังเป็นหุ่นยนต์กันครับ
มนุษย์ถูกโปรแกรม กลับเป็นเครื่องจักร
ไม่ว่าคุณจะทำอะไร ทุกอย่างมีโลจิกซ่อนเร้นอยู่
คุณดูทีวี กดเงินเอทีเอ็ม ทำคอมพิวเตอร์ ขับรถ
อะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกลทั้งหลาย
พลังมนุษย์ถูกดูซับความเป็นจักรกลเข้าสู่ร่าง
เหมือนวงจรจักรกลที่ขับเคลื่อนกลับเข้าสู่สายเลือดเรา
การคิดอ่านของคน ถูกครอบงำด้วยจักรกล
เรากำลังกลายเป็นหุ่นยนต์
ไม่จำเป็นเลยที่จะสร้างหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์
เพราะมนุษย์นั่นแหล่ะ กำลังเข้าใกล้ความเป็นเครื่องจักรเข้าไปทุกที
เฮ้อ....
ตุลาคม 17, 2549
Self Service
สมัยยังเรียนโทอยู่อเมริกา ภาพที่จำติดตาเสมอเวลาไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันทั่วๆไป คือการบริการตัวเอง ที่อเมริกา ค่าครองชีพสูงมาก ฝรั่งถ้าถูกจ้างให้ทำงานที่ใช้แรงงาน แน่นอนค่าแรงต้องสูงมาก ดังนั้น การเติมน้ำมันด้วยตัวเองจึงเป็นการลดต้นทุนการจ้างพนักงานบริการเติมน้ำมัน (เรียกง่ายๆว่าเด็กปั๊ม)
ผมยอมรับหน้าตาเฉยว่าตัวเองเคยเป็นเด็กปั๊มมาก่อนครับ แต่งานเด็กปั๊มที่อเมริกาที่ปั๊มผม เรียกว่าแอทเทนแดนซ์ ก็คือคนเติมน้ำมันนี่เอง ปั๊มแบบที่มีคนคอยเติมน้ำมันให้นั้น มีไม่มากนักในรัฐของผม(คอนเน็คติคัต) แต่ถ้าไปรัฐอื่น คุณอาจจะเห็นพวกแขกโพกผ้ายืนเต็มปั๊ม คอยเติมน้ำมันให้คุณอย่างเต็มพิกัด เพราะพวกเขาคาดหวังทิปที่คุณจะให้เวลาเติมน้ำมันเสร็จ
ทิปเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายแน่นอนของวัฒนธรรมอเมริกัน ถ้าคุณไม่ให้ทิป แสดงว่าคุณไม่ใช่อเมริกันแท้ หลักการให้ทิปนั้นคิดซื่อๆ คือถ้าคุณซื้อของไป 100 บาท ก็ให้ทิปเขาไปสิบ ถึงสิบห้าบาท (10-15%) นั่นหมายถึงการป็นบ๋อยนะครับ แต่ถ้าเป็นเด็กเติมน้ำมัน ราคาอาจไม่ดีขนาดนี้ ยกเว้นกรณีพิเศษ
กรณีพิเศษที่สุดที่ผมเคยเจอ จำได้ว่าวันนั้นเป็นวัน Thanks Giving กลางดึกคืนนั้นเอง มีรถแวะมาเติมที่ปั๊ม ผมก็ออกไปทำหน้าที่ตามระเบียบ ไม่ได้บริการถึงใจ ตรวจเช็คน้ำมันเครื่อง เช็ดกระจก อะไรเลย แต่หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ กำลังจะไปเก็บเงิน ก็ได้รับเงินทิปมาด้วย 20 เหรียญ เยอะนะ ถ้าถามคนที่ทำงานปั๊มแบบผมด้วยกัน ว่ามีคนให้ทิปแบบจงใจถึง 20 เหรียญเนี่ย น่าจะอ้าปากร้องโอ..โหหห ได้เลย
แต่สิงโต เพื่อนผมที่กลับมาหลังผม เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ที่ปั๊มเล็กๆริมถนนมีตู้เอทีเอ็มมาเปิดใหม่ ทุกวัน ตอนช่วงที่คนน้อยๆ เพื่อนผมมันจะไปยืนดูตรงตู้ เพราะอะไร มันบอกว่า บางทีการกดเงินนั้น ทำอย่างรีบเร่ง เงินบางทีลูกค้าดึงไปไม่หมด หรือไม่ก็มีที่แบงค์ติดออกมาแพรมๆ ด้วย ว่ากันว่า รายได้ดีเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว (อันนี้เสริมเอง) แต่ก็นะ ผมเคยเก็บเงินที่ลูกค้าทำตกบนพื้นในร้านค้าเล็กๆของปั๊ม เป็นเงิน 50 เหรียญ
ตอนนี้สิงโตกลับมาจากอเมริกาแล้ว เราสองคนคงมีเรื่องคุยกันในแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับชีวิตสู้ๆ ในประเทศอเมริกากันอีกนานแสนนาน... เพราะมันคือ ดินแดนแห่ง Self Service ที่มีทิปให้ กรณีไม่ยอม Self Service ว่ะ สราดดดด
ผมยอมรับหน้าตาเฉยว่าตัวเองเคยเป็นเด็กปั๊มมาก่อนครับ แต่งานเด็กปั๊มที่อเมริกาที่ปั๊มผม เรียกว่าแอทเทนแดนซ์ ก็คือคนเติมน้ำมันนี่เอง ปั๊มแบบที่มีคนคอยเติมน้ำมันให้นั้น มีไม่มากนักในรัฐของผม(คอนเน็คติคัต) แต่ถ้าไปรัฐอื่น คุณอาจจะเห็นพวกแขกโพกผ้ายืนเต็มปั๊ม คอยเติมน้ำมันให้คุณอย่างเต็มพิกัด เพราะพวกเขาคาดหวังทิปที่คุณจะให้เวลาเติมน้ำมันเสร็จ
ทิปเป็นเหมือนค่าใช้จ่ายแน่นอนของวัฒนธรรมอเมริกัน ถ้าคุณไม่ให้ทิป แสดงว่าคุณไม่ใช่อเมริกันแท้ หลักการให้ทิปนั้นคิดซื่อๆ คือถ้าคุณซื้อของไป 100 บาท ก็ให้ทิปเขาไปสิบ ถึงสิบห้าบาท (10-15%) นั่นหมายถึงการป็นบ๋อยนะครับ แต่ถ้าเป็นเด็กเติมน้ำมัน ราคาอาจไม่ดีขนาดนี้ ยกเว้นกรณีพิเศษ
กรณีพิเศษที่สุดที่ผมเคยเจอ จำได้ว่าวันนั้นเป็นวัน Thanks Giving กลางดึกคืนนั้นเอง มีรถแวะมาเติมที่ปั๊ม ผมก็ออกไปทำหน้าที่ตามระเบียบ ไม่ได้บริการถึงใจ ตรวจเช็คน้ำมันเครื่อง เช็ดกระจก อะไรเลย แต่หลังจากเติมน้ำมันเสร็จ กำลังจะไปเก็บเงิน ก็ได้รับเงินทิปมาด้วย 20 เหรียญ เยอะนะ ถ้าถามคนที่ทำงานปั๊มแบบผมด้วยกัน ว่ามีคนให้ทิปแบบจงใจถึง 20 เหรียญเนี่ย น่าจะอ้าปากร้องโอ..โหหห ได้เลย
แต่สิงโต เพื่อนผมที่กลับมาหลังผม เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ที่ปั๊มเล็กๆริมถนนมีตู้เอทีเอ็มมาเปิดใหม่ ทุกวัน ตอนช่วงที่คนน้อยๆ เพื่อนผมมันจะไปยืนดูตรงตู้ เพราะอะไร มันบอกว่า บางทีการกดเงินนั้น ทำอย่างรีบเร่ง เงินบางทีลูกค้าดึงไปไม่หมด หรือไม่ก็มีที่แบงค์ติดออกมาแพรมๆ ด้วย ว่ากันว่า รายได้ดีเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว (อันนี้เสริมเอง) แต่ก็นะ ผมเคยเก็บเงินที่ลูกค้าทำตกบนพื้นในร้านค้าเล็กๆของปั๊ม เป็นเงิน 50 เหรียญ
ตอนนี้สิงโตกลับมาจากอเมริกาแล้ว เราสองคนคงมีเรื่องคุยกันในแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับชีวิตสู้ๆ ในประเทศอเมริกากันอีกนานแสนนาน... เพราะมันคือ ดินแดนแห่ง Self Service ที่มีทิปให้ กรณีไม่ยอม Self Service ว่ะ สราดดดด
ความเปลี่ยนแปลงเลย

มีแสงที่ส่องออกมาจากช่องเล็กๆ ภายในห้องปิดทึบ ไร้เสียง ถ้าเงี่ยหูฟังดีๆ คุณจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง ขณะที่คุณกำลังหายใจดีอยู่ ภาพในสมองของเธอกำลังดับลง สิ่งที่กำลังใกล้มาถึงในสมองของเธอ กับลมหายใจของคุณ กำลังแสดงตัวออกมาให้เห็นดุจแสงสว่างที่ส่องออกมานั้น
ผมก้าวขาออกจากห้องที่ตัวเองเคยอยู่ เคยนั่งจ้องกำแพงเฉยๆ เคยเอาหัวโขกผนังห้องจนเลือดไหล
เพียงต้องการให้ใครบางคนบนโลกนี้ ขณะที่เธอกำลังหายใจดีอยู่ ภาพในสองของเธอกำลังดับลง สิ่งที่กำลังจากไปจากสมองของเธอ กับลมหายใจของคุณ กำลังซ่อนตัวในช่องแคบเล็กที่แสงส่องออกมาได้เพียงรางๆ
และทุกอย่างดับลง
ตุลาคม 16, 2549
เดซิเบล เรสทัวรอง
เมื่อวานขับไปแถวลาดพร้าว เห็นป้ายเด่นสง่าสีแดงสด เหมือนป้ายโรงหนังเก่า ที่เราๆท่านๆ อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป น่าจะเคยเข้าไปดูกัน ป้ายนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่าDecibel Restaurant
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)