หลังจากกลับมาคิดเรื่องหนัง the Prestige สองสามตลบ ถึงความเป็นไปได้ในการ multiple ตัวเราแบบทันทีทันใด แล้วกลายเป็นเราอีกคน (another self) บนเนื้อหนังของร่างกายนี้ ที่เราคง มันคือ self ของเรา ภาพ รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่รับรู้โดยเรา (self) นั้น เราย่อมรู้ดี อย่างมองเท้าตัวเอง แล้วบังคับเท้าให้กระดิก เราควบคุมมันเอง
แต่ถ้ามีตัวเราอีกคนเกิดขึ้นมาแบบสมบูรณ์ เหมือนเราทุกอย่าง เหมือนใจแยกไปควบคุมร่างสองร่างพร้อมเพรียงกัน คือใจมีดวงเดียว แต่กายมีสองกาย ลองเปรียบเทียบตัวอย่างจากเรื่องของการมองเห็น เราจะมองเห็นภาพซ้อนภาพกัน สองภาพ จากสายตา 2 คู่ คู่แรกเกิดจากสายตาของเรา อีกคู่เกิดจากสายตาของตัวเราในร่างใหม่ที่เกิดขึ้นมา จริงๆในการคิดแบบนี้มันเป็นอะไรที่ดูไม่น่าเป็นไปได้ ใช่ครับ มันเป็นไปไม่ได้ถ้ามองในแง่ชัดลึกแบบนั้น แต่ถ้ามองในแง่ชัดตื้นล่ะ?
แง่ชัดตื้นในที่นี้ ผมหมายถึง ตัวเรา ที่ทรงอยู่ในร่างกายตัวเองนั้น เป็นไปได้ว่าเรากำลัง Simulate เหตุการณ์แบบชัดลึกที่ว่าอยู่ตลอดเวลา... อันนี้ยกตัวอย่างไม่ยากเลย เช่น ขณะที่เรากำลังทำงานอยู่ แล้วเราเปิดเพลงฟังไปด้วย เสียงเพลงที่เข้ามาในสมอง กับ การควบคุมร่างกายให้เคลื่อนไหวทำงานไปพร้อมๆกัน หรือประมาณว่า หูฟังเพลงแบบไม่จับเนื้อหา กับสมองนึกเรื่องงานที่เพ่งไปยัง ก็ดูจะเป็นการ “เห็น” สองสิ่งในเวลาเดียวกัน หรือ “ทับซ้อน” ทางการควบคุม self นั่นเอง
แต่ถ้ามองให้ตื้นเข้าไปอีก เราอาจกำลังมองได้ว่า จริงๆแล้ว ร่างกายเรา ชีวิตเรา ตัวเราเองนั้น ไม่ได้มีแค่ one self แต่เป็น multiple self ตลอดเวลา องค์ประกอบต่างๆของร่างกาย ทุกส่วนมี self ของตัวเองควบคุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็น หู จมูก ปาก กาย ใจ สมอง เท้า อวัยวะเพศ ทุกอย่างมี self ของตัวเอง ทำหน้าที่ขนานกันไปตลอดเวลาไม่เคยพักผ่อน
ความคิดที่จะหลุดพ้นจากตัวเองได้นั้น เราต้องแยกเอา self ทั้งหมดออกมาให้ได้ จากนั้นเราก็ทำให้ self ทั้งหมด สลายหายไป ตราบใดที่ self ยังจับตัวกันอยู่ เราก็ยังคงอยู่ในโลกนี้ คือแม้ร่างกายจะตายแล้ว self ที่เป็นวิญญาณก็ยังคงอยู่ มันยังควบคุมเราอยู่ เราในที่นี้คือ หลายๆ self ถ้า วิญญาณเรากลับมาเกิดใหม่ในร่างอื่น ร่างอื่นก็จะกลายเป็นอีก self หนึ่ง ที่อยู่ในชาติปัจจุบัน เมื่อใดที่ยังคงมี multiple self เราก็จะยังอยู่ในวัฏสงสารตลอดกาล
แต่คราใดก็ตาม เราสามารถสลายแรงยึดเกาะ self ที่มีอยู่ดังกล่าวออกจากกันได้ เราก็จะกลับสู่ธรรมชาติ ไม่มีตัวตนหลงเหลือ ไม่มี multiple self – มีเพียง one self ซึ่งก็จะกลายเป็น สุญญตา ต่อไป หรือ นิพพาน...
พฤศจิกายน 14, 2549
พฤศจิกายน 13, 2549
รักแท้... รักแรกพบ...
…ถ้าใช่ ซักวันก็คงจะรักกันเอง ใครหลายคนเชื่ออย่างนั้น … แต่จะไม่ให้ทำอะไรเลยเหรอ...แมร่งงงง
ผมคิดว่า ผมสามารถเปลี่ยนความคิดของเธอได้ ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าในคราวแรกที่เข้าไปจีบ เธอไม่ได้ชอบผมเลย หลังจากที่ผมพยายาม และทุ่มเท ทั้งกายและใจ ทำให้เธอหันมาสนใจ และในที่สุดก็รักผม...
มันถูกต้องแล้วหรือ?
ความรักควรเกิดจาก รักครั้งแรกเท่านั้น ประมาณเห็นหน้ากัน แล้วชอบกันในทันที เมื่อเข้ามาคุยกัน ก็ยิ่งทำให้ความรักเติมเต็ม แบบนั้นเท่านั้นหรือไม่ ที่เรียกว่า รักแท้
แล้วรักที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องจีบอีกฝ่ายหนึ่งเนี่ย ...
มันถูกต้องแล้วหรือ?
บอกผมทีครับ ผมอยากรู้มาก
ผมคิดว่า ผมสามารถเปลี่ยนความคิดของเธอได้ ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าในคราวแรกที่เข้าไปจีบ เธอไม่ได้ชอบผมเลย หลังจากที่ผมพยายาม และทุ่มเท ทั้งกายและใจ ทำให้เธอหันมาสนใจ และในที่สุดก็รักผม...
มันถูกต้องแล้วหรือ?
ความรักควรเกิดจาก รักครั้งแรกเท่านั้น ประมาณเห็นหน้ากัน แล้วชอบกันในทันที เมื่อเข้ามาคุยกัน ก็ยิ่งทำให้ความรักเติมเต็ม แบบนั้นเท่านั้นหรือไม่ ที่เรียกว่า รักแท้
แล้วรักที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องจีบอีกฝ่ายหนึ่งเนี่ย ...
มันถูกต้องแล้วหรือ?
บอกผมทีครับ ผมอยากรู้มาก
พฤศจิกายน 12, 2549
The Prestige (มายวิทยากล)
The Prestige จัดเป็นหนังที่กล่าวถึง วิทยาศาสตร์ และ มายากล ในเวลาเดียวกัน เป็นการปะทะกันระหว่าง หนังวิทยาศาตร์ ที่โม้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันยังทำไม่ได้ กับ หนังชีวิตนักแสดงมายากล ได้อย่างพอดี และมีน้ำหนัก การตัดต่อทำอย่างไม่เรียงลำดับเหตุการณ์ แต่จะตัดสลับไปมาอย่างมีชั้นเชิง ทำให้คนดูไม่งง คือไม่ทำให้สลับสับสนโดยไร้ความหมาย แต่มีจุดหมายในการกระทำ น่าชื่นชมครับ
เรื่องนี้ นำแสดงโดยนักแสงหนุ่มไฟแรง สองคนที่ผมชื่นชอบฝีมือทั้งคู่ คนแรกเล่นเป็น โรเบิร์ต แองจี้ โดย ฮูจ แจ็คแมน (X-Men วูฟเวอรีน) และ คริสเตียน เบล (Batman Returns, Machinist) ซึ่งโชว์พลังการแสดงได้ดีเหมือนเดิม ดาราประกอบก็เล่นดีมากๆ ได้แก่ไมเคิล เคน แสดงเป็นคัตเตอร์ และ สกาเลต โจแฮนสัน แสดงเป็นโอลีเวีย ผู้ช่วยนักมายากล
จะว่าไปแล้ว หนังแนวที่มีสองคน สองบุคคลิก หรือ ไม่มีตัวจริง มีตัวจริง มีให้เห็นอยู่ในหนังหลายๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น กรณี สองคน มีตัวจริง อย่างกรณี Fight Club ที่เผยตอนจบว่า จริงๆแล้วคือคนเดียวกัน หรือ สองคน มีตัวจริงคนไม่มีตัวจริงคน อย่างเรื่อง Sixth Sense แต่สำหรับเรื่องนี้ เป็นการแสดงถึง 2 คน (หรือมากกว่า) ที่มีจริง โดยแบ่งการมีจริงออกเป็น 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือ ธรรมาชาติ ของการมี 2 คน อีกเหตุผลหนึ่งคือ เรื่องโม้ (แบบวิทยาศาสตร์)
ไม่ขอเล่ารายละเอียดหนังแล้วกันครับ เขียนแบบนี้คนไปดูก็ยังไม่รู้เรื่องว่าเป็นอย่างไร ยังลุ้นกันได้อยู่ จริงๆหนังทำให้เราเดาเรื่องได้ก่อนจบเรื่อง ดังนั้น plot ค่อนข้างสำคัญ อย่าเพิ่งรู้ ให้ลุ้นเอง
ประเด็นที่อยากเปิดคือ cloning ครับ
เรา (self) เห็น เป็น อยู่ ในร่างตัวเอง ถ้าเรา cloning ได้ แบบไม่ใช่สร้างสิ่งมีชีวิตจาก 0 ให้เป็น baby ที่มาจาก cell เรา แต่เป็นการสร้างปุบปับ แว้บเดียวได้อีกคน คนคนนั้น จะรู้สึกแบบเดียวกับเราไหม หรือ จะมี two self กัน คิดเล่นๆ นะ เพราะยังไง มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกนะ ผมว่า
เรื่องนี้ นำแสดงโดยนักแสงหนุ่มไฟแรง สองคนที่ผมชื่นชอบฝีมือทั้งคู่ คนแรกเล่นเป็น โรเบิร์ต แองจี้ โดย ฮูจ แจ็คแมน (X-Men วูฟเวอรีน) และ คริสเตียน เบล (Batman Returns, Machinist) ซึ่งโชว์พลังการแสดงได้ดีเหมือนเดิม ดาราประกอบก็เล่นดีมากๆ ได้แก่ไมเคิล เคน แสดงเป็นคัตเตอร์ และ สกาเลต โจแฮนสัน แสดงเป็นโอลีเวีย ผู้ช่วยนักมายากล
จะว่าไปแล้ว หนังแนวที่มีสองคน สองบุคคลิก หรือ ไม่มีตัวจริง มีตัวจริง มีให้เห็นอยู่ในหนังหลายๆ เรื่อง ยกตัวอย่างเช่น กรณี สองคน มีตัวจริง อย่างกรณี Fight Club ที่เผยตอนจบว่า จริงๆแล้วคือคนเดียวกัน หรือ สองคน มีตัวจริงคนไม่มีตัวจริงคน อย่างเรื่อง Sixth Sense แต่สำหรับเรื่องนี้ เป็นการแสดงถึง 2 คน (หรือมากกว่า) ที่มีจริง โดยแบ่งการมีจริงออกเป็น 2 เหตุผล เหตุผลแรกคือ ธรรมาชาติ ของการมี 2 คน อีกเหตุผลหนึ่งคือ เรื่องโม้ (แบบวิทยาศาสตร์)
ไม่ขอเล่ารายละเอียดหนังแล้วกันครับ เขียนแบบนี้คนไปดูก็ยังไม่รู้เรื่องว่าเป็นอย่างไร ยังลุ้นกันได้อยู่ จริงๆหนังทำให้เราเดาเรื่องได้ก่อนจบเรื่อง ดังนั้น plot ค่อนข้างสำคัญ อย่าเพิ่งรู้ ให้ลุ้นเอง
ประเด็นที่อยากเปิดคือ cloning ครับ
เรา (self) เห็น เป็น อยู่ ในร่างตัวเอง ถ้าเรา cloning ได้ แบบไม่ใช่สร้างสิ่งมีชีวิตจาก 0 ให้เป็น baby ที่มาจาก cell เรา แต่เป็นการสร้างปุบปับ แว้บเดียวได้อีกคน คนคนนั้น จะรู้สึกแบบเดียวกับเราไหม หรือ จะมี two self กัน คิดเล่นๆ นะ เพราะยังไง มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกนะ ผมว่า
พฤศจิกายน 11, 2549
วันนี้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลฯ
วันนี้ ตื่นตั้งแต่หกโมงสิบห้า หุยโทรมาปลุก เพราะวันนี้นัดคุณหมอที่ รพ.บำรุงราษฎ์ เพื่อไปตรวจร่างกายประจำปี บริษัทออกเงิน คืนนี้ต้องมานอนบ้านหุยด้วย ก็เลยเร่งๆ หยิบนั่นหยิบนี่ ไม่ครบเท่าไร หลงๆลืมๆ แต่ก็ยังดี ที่ไปถึงรพ. เวลา 7.40 เวลานัดพอดี
ไปถึงก็สบายครับ คนเยอะจริง แต่ยังไม่เยอะมาก ได้ทำนั่นทำนี่ ตั้งแต่ เอาปัสสาวะไปตรวจ (ได้เยอะเชียว) ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจความดัน วัดสายตา เจาะเลือด ให้คุณหมอตรวจร่างกาย จนจบที่ X-Ray หน้าอก
หลังจากตรวจเสร็จ ลงไปแวะ McDonald ชั้น M ด้วย ซื้อชุด McFish ไป 85 บาท ไม่เพิ่ม 10 บาท หิ้วใส่ถุงกินในรถ เพราะต้องไป สำนักงานเขต ต่อ จะไปทำเรื่องย้ายน้องเฟย์เข้าบ้าน
ไปถึงเขต ปรากฏว่า ทำไม่ได้ มีแต่ลายเซ็นพ่อ (เจ้าบ้าน)ไม่พอ เขาจะเอาสำเนาบัตรประชาชนด้วยง่ะ เฮ้อ แบบนี้เลยโทรให้พ่อส่ง EMS มาให้ วันจันทร์/อังคารนี้ คงต้องเข้างานสาย เพราะต้องไปทำเรื่องที่เขตก่อนเข้าออฟฟิซ :)
ไปถึงก็สบายครับ คนเยอะจริง แต่ยังไม่เยอะมาก ได้ทำนั่นทำนี่ ตั้งแต่ เอาปัสสาวะไปตรวจ (ได้เยอะเชียว) ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจความดัน วัดสายตา เจาะเลือด ให้คุณหมอตรวจร่างกาย จนจบที่ X-Ray หน้าอก
หลังจากตรวจเสร็จ ลงไปแวะ McDonald ชั้น M ด้วย ซื้อชุด McFish ไป 85 บาท ไม่เพิ่ม 10 บาท หิ้วใส่ถุงกินในรถ เพราะต้องไป สำนักงานเขต ต่อ จะไปทำเรื่องย้ายน้องเฟย์เข้าบ้าน
ไปถึงเขต ปรากฏว่า ทำไม่ได้ มีแต่ลายเซ็นพ่อ (เจ้าบ้าน)ไม่พอ เขาจะเอาสำเนาบัตรประชาชนด้วยง่ะ เฮ้อ แบบนี้เลยโทรให้พ่อส่ง EMS มาให้ วันจันทร์/อังคารนี้ คงต้องเข้างานสาย เพราะต้องไปทำเรื่องที่เขตก่อนเข้าออฟฟิซ :)
บ้าน
ทุกวันนี้ สิ่งที่ดูเหมือนจะยาก มากๆ สำหรับ
วัยที่กำลังเติบโตมีครอบครัว และไม่มีทางบ้าน
สามารถ support ที่อยู่อาศัยให้แบบตกทอด
พวกเขา ที่เพิ่งเริ่มมีครอบครัวเป็นของตัวเอง
เพิ่งแต่งงาน เพิ่งมีลูก ... และกำลังมองหา บ้าน
บ้านในที่นี้ ผมรวมทั้ง condo หรือ apartment
ถ้าคุณต้องการ "ซื้อ" บ้าน เพื่อต้องการเป็นเจ้าของ
ปัจจุบัน ราคาแพงมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ กรุงเทพ
เงินเดือน 2 - 5 หมื่น เป็นเงินเดือนประมาณ ป.โท
ทำงาน office กินเงินเดือน บ้านราคาหลังละ 5 - 10 ล้านบาท
ตี maximum 10,000,000 / 50,000 = 200 งวด !
ตีว่าต้องใช้จ่าย 5 หมื่นเนี่ย กับค่าอื่นๆ เหลือมาผ่อนได้ 25,000
ตีเป็น 400 งวด จ่ายงวดละเดือน
400 เดือน ! ปีนึงมี 12 เดือน 400 / 12 = 33.3333 ปี !
อายุเริ่มซื้อบ้าน ประมาณ 30 ขวบ จนอายุ ประมาณ 63 ขวบ ผ่อนบ้านหมด!
แต่... 25000 เนี่ย ไม่น่าได้ ตีเป็น 20000 น่าจะไหว
กลายเป็น กว่าจะผ่อนบ้านหมด ก็... อายุ 70 .. -_-"
แล้วใครละครับ จะไปทำได้ ถ้าทำงาน office !
วัยที่กำลังเติบโตมีครอบครัว และไม่มีทางบ้าน
สามารถ support ที่อยู่อาศัยให้แบบตกทอด
พวกเขา ที่เพิ่งเริ่มมีครอบครัวเป็นของตัวเอง
เพิ่งแต่งงาน เพิ่งมีลูก ... และกำลังมองหา บ้าน
บ้านในที่นี้ ผมรวมทั้ง condo หรือ apartment
ถ้าคุณต้องการ "ซื้อ" บ้าน เพื่อต้องการเป็นเจ้าของ
ปัจจุบัน ราคาแพงมาก โดยเฉพาะถ้าอยู่ กรุงเทพ
เงินเดือน 2 - 5 หมื่น เป็นเงินเดือนประมาณ ป.โท
ทำงาน office กินเงินเดือน บ้านราคาหลังละ 5 - 10 ล้านบาท
ตี maximum 10,000,000 / 50,000 = 200 งวด !
ตีว่าต้องใช้จ่าย 5 หมื่นเนี่ย กับค่าอื่นๆ เหลือมาผ่อนได้ 25,000
ตีเป็น 400 งวด จ่ายงวดละเดือน
400 เดือน ! ปีนึงมี 12 เดือน 400 / 12 = 33.3333 ปี !
อายุเริ่มซื้อบ้าน ประมาณ 30 ขวบ จนอายุ ประมาณ 63 ขวบ ผ่อนบ้านหมด!
แต่... 25000 เนี่ย ไม่น่าได้ ตีเป็น 20000 น่าจะไหว
กลายเป็น กว่าจะผ่อนบ้านหมด ก็... อายุ 70 .. -_-"
แล้วใครละครับ จะไปทำได้ ถ้าทำงาน office !
เด็กขายพวงมาลัย
สำหรับคนที่เคยขับรถในบางกอก เมืองหลวงสุดหรู ศิวิไล มีจำนวนห้างสรรพสินค้ามากกว่าจำนวน ร้านแนว seven eleven ในบางเมือง อย่าง Waldorf (เยอรมนี)
มีใครมั่งครับ ถามที ที่ไม่เคยจอดรถติดไฟแดง ตามสี่แยกใหญ่ แล้วมีเด็กตัวเล็กๆ บางคนอายุไม่น่าเกิน แปดเก้าขวบ ยืนเกาะกระจกรถ แล้วมองเข้ามาด้วยสายตาไร้ประกาย เป็นดวงตาแห่งความเศร้า เป็นไปได้ … ส่วนใหญ่ไม่มองหน้าเด็กๆเหล่านั้นด้วยซ้ำ บางคนทำมือปัดไปมา เป็นที่รู้กันว่า “ไม่เอา” ถ้าเด็กน้อย ไม่ตื๊อจนเกินไป ก็จะเดินข้ามไปยังรถคันถัดไป บางคนโรคจิต เห็นเด็กหน้าตาน่ารัก เริ่มมีหุ่นของความเป็นสาว ก็เปิดกระจก แล้วทำเป็นพูดคุย ได้โอกาส หลอกจับไม้จับมือ ทะลึ่งมากอาจเลยเถิดไปจับก้นจับนม... หาเศษหาเลยกับความด้อยโอกาสทางสังคม... โคตรเลว
ผมอยู่ในกลุ่มแรก คือไม่มองหน้าเด็กๆเหล่านั้นด้วยซ้ำ เพราะอะไร หลายคนอาจมองว่าผมใจร้าย แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหรอกครับ แท้จริงแล้ว ผมเป็นคนขี้สงสาร ใจอ่อน แต่ในขณะเดียวกัน ก็อายมาก ในการทำอะไรก็ตาม ที่มี Reaction จากสิ่งที่กระทำด้วย อย่างกรณีนี้คือ ผมอายสายตาคนอื่นที่จับจ้องมายังรถ ถ้าผมเปิดกระจก แล้วซื้อ หรือ มองหน้าพูดคุยกับเด็กขายพวงมาลัย ก็อายสายตาของคนที่ด้อยโอกาสกว่าเราอีก ไม่รู้จะอายอะไรกันนักหนา ทั้งๆที่ ถ้าทำดีได้ ก็ควรทำ ใช่ไหมเล่า :)
มีใครมั่งครับ ถามที ที่ไม่เคยจอดรถติดไฟแดง ตามสี่แยกใหญ่ แล้วมีเด็กตัวเล็กๆ บางคนอายุไม่น่าเกิน แปดเก้าขวบ ยืนเกาะกระจกรถ แล้วมองเข้ามาด้วยสายตาไร้ประกาย เป็นดวงตาแห่งความเศร้า เป็นไปได้ … ส่วนใหญ่ไม่มองหน้าเด็กๆเหล่านั้นด้วยซ้ำ บางคนทำมือปัดไปมา เป็นที่รู้กันว่า “ไม่เอา” ถ้าเด็กน้อย ไม่ตื๊อจนเกินไป ก็จะเดินข้ามไปยังรถคันถัดไป บางคนโรคจิต เห็นเด็กหน้าตาน่ารัก เริ่มมีหุ่นของความเป็นสาว ก็เปิดกระจก แล้วทำเป็นพูดคุย ได้โอกาส หลอกจับไม้จับมือ ทะลึ่งมากอาจเลยเถิดไปจับก้นจับนม... หาเศษหาเลยกับความด้อยโอกาสทางสังคม... โคตรเลว
ผมอยู่ในกลุ่มแรก คือไม่มองหน้าเด็กๆเหล่านั้นด้วยซ้ำ เพราะอะไร หลายคนอาจมองว่าผมใจร้าย แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุหรอกครับ แท้จริงแล้ว ผมเป็นคนขี้สงสาร ใจอ่อน แต่ในขณะเดียวกัน ก็อายมาก ในการทำอะไรก็ตาม ที่มี Reaction จากสิ่งที่กระทำด้วย อย่างกรณีนี้คือ ผมอายสายตาคนอื่นที่จับจ้องมายังรถ ถ้าผมเปิดกระจก แล้วซื้อ หรือ มองหน้าพูดคุยกับเด็กขายพวงมาลัย ก็อายสายตาของคนที่ด้อยโอกาสกว่าเราอีก ไม่รู้จะอายอะไรกันนักหนา ทั้งๆที่ ถ้าทำดีได้ ก็ควรทำ ใช่ไหมเล่า :)
พฤศจิกายน 09, 2549
free form กับ 10เดซิเบล
เปลี่ยนโฉม blog ครับ
เพื่อความสะใจ ผมเลยเปลี่ยนสีซะหน่อย
ต่อไปจะพยายาม update ให้บ่อยๆ
ห่างๆหายๆ ไปๆมาๆ วุ่นๆ
พรุ่งนี้วันศุกร์ วันเสาร์จะไปตรวจร่างกาย
ต้องงดอาหาร งดน้ำด้วยง่า T_T
ต่อไปจะพยายาม update ให้บ่อยๆ
ห่างๆหายๆ ไปๆมาๆ วุ่นๆ
พรุ่งนี้วันศุกร์ วันเสาร์จะไปตรวจร่างกาย
ต้องงดอาหาร งดน้ำด้วยง่า T_T
อะไรคือสาเหตุที่เธอไม่ยอมมีแฟน ไม่ยอมแต่งงาน
จากประสบการณ์ ผมได้พบกับผู้หญิงที่หน้าตาดี หลายๆคนเลย
มีทั้งที่ไม่ยอมมีแฟน หรือมีแล้วเลิกกับแฟน แล้วก็ไม่มีแฟนอีก
บางคน หน้าตาน่ารัก ใช้ได้ แต่ดูออกจะห้าวๆ เหมือนทอม
บางคน หน้าตาหวาน นิสัยอาจไม่น่ารักเหมือนหน้าตา
ผมขอเป็น case ที่ผู้หญิงหน้าตาดี หรือปานกลาง “พอ” ที่จะ
มีคนชอบและอยากแต่งงานด้วยนะครับ เพราะถ้ากรณี
ผู้หญิงปล่อยตัวจนอ้วนมากๆ หรือไม่สวยเอาเลย แบบนี้
ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาเหตุผลซ้ำเติม อยากได้ความเห็น
ที่เป็นกรณีกลางๆ น่ะครับ
คืออย่างนี้ ผมสงสัยครับว่า ทำไมผู้หญิงบางคนถึงเลือกที่จะ “โสด”
คิดเหตุผลเล่นๆ แล้วเอามาเรียงเป็นข้อๆ ตามความเห็นส่วนตัว
โดยมาจากประสบการณ์ตรง จากการดูในหนัง จากความเชื่อส่วนตัว ฯลฯ
เท่าที่พอนึกออก ก็ได้มาตามนี้เลย
1. เคยเจ็บปวดจากการมีความรัก แล้วแฟนคนแรก
ไปมีแฟนใหม่ ทำให้เธอเสียใจ และเกลียดผู้ชายไปเลย (เหมา)
2. เคยมีแฟน แล้วเคยมีเพศสัมพันธ์กับแฟน แล้วเจ็บ ไม่สนุกเอาเลย
รู้สึกไม่สบายกายเอามากๆ ทำให้ขยาดการมีแฟน ไม่ชอบการมี
อะไรกับเพศตรงข้ามไปเลย เลยขอไม่แต่งงานดีกว่า
3. เคยโดนล่วงละเมิดทางเพศ เช่น โดนข่มขืน ทำให้ฝังใจ
เกลียดกลัวเพศตรงข้าม
4. รักใครบางคนเอามากๆ แต่เขาไม่รักตอบ ก็เลยตั้งปณิธาน
จะขอเป็นโสด รอเขาตลอดไป
5. ไม่แต่งงาน แต่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่รัก อาจเป็นในรูปแบบ
“เมียน้อย”, “สนุกมั่วชั่วข้ามคืน” ฯลฯ โดยมีทรรศนคติในชีวิต
ว่า “ความสุข” ที่คุณดื่มได้ ไม่คิดจะมีชีวิตที่ “ผูกมัด”
6. รักครอบครัวมาก ไม่ยอมเปลี่ยนนามสกุล แม้กฎหมายจะ
เอื้อให้ “ไม่จำเป็นต้อง จดทะเบียนแล้วเปลี่ยนนามสกุลตามสามี” ก็ยังไม่ยอม
อยากเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ตลอดไป
7. นิสัยแปลกประหลาดจัด ทำให้ไม่สามารถคบชายคนใดได้จนเขายอม
ที่จะเอามาเป็นคู่ชีวิต เช่น เวลาไม่พอใจอะไรก็จะตะโกนคำหยาบ “xxx”
8. เจ้าชู้มากเกินไปจนชายใดก็ระอา แถมหลบเก่ง พอโดนจับได้ คนเลยหนีหาย
เอาแค่นี้ก่อนครับ ใครมีไอเดีย อะไรเสนอมา comment มาได้
มีทั้งที่ไม่ยอมมีแฟน หรือมีแล้วเลิกกับแฟน แล้วก็ไม่มีแฟนอีก
บางคน หน้าตาน่ารัก ใช้ได้ แต่ดูออกจะห้าวๆ เหมือนทอม
บางคน หน้าตาหวาน นิสัยอาจไม่น่ารักเหมือนหน้าตา
ผมขอเป็น case ที่ผู้หญิงหน้าตาดี หรือปานกลาง “พอ” ที่จะ
มีคนชอบและอยากแต่งงานด้วยนะครับ เพราะถ้ากรณี
ผู้หญิงปล่อยตัวจนอ้วนมากๆ หรือไม่สวยเอาเลย แบบนี้
ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาเหตุผลซ้ำเติม อยากได้ความเห็น
ที่เป็นกรณีกลางๆ น่ะครับ
คืออย่างนี้ ผมสงสัยครับว่า ทำไมผู้หญิงบางคนถึงเลือกที่จะ “โสด”
คิดเหตุผลเล่นๆ แล้วเอามาเรียงเป็นข้อๆ ตามความเห็นส่วนตัว
โดยมาจากประสบการณ์ตรง จากการดูในหนัง จากความเชื่อส่วนตัว ฯลฯ
เท่าที่พอนึกออก ก็ได้มาตามนี้เลย
1. เคยเจ็บปวดจากการมีความรัก แล้วแฟนคนแรก
ไปมีแฟนใหม่ ทำให้เธอเสียใจ และเกลียดผู้ชายไปเลย (เหมา)
2. เคยมีแฟน แล้วเคยมีเพศสัมพันธ์กับแฟน แล้วเจ็บ ไม่สนุกเอาเลย
รู้สึกไม่สบายกายเอามากๆ ทำให้ขยาดการมีแฟน ไม่ชอบการมี
อะไรกับเพศตรงข้ามไปเลย เลยขอไม่แต่งงานดีกว่า
3. เคยโดนล่วงละเมิดทางเพศ เช่น โดนข่มขืน ทำให้ฝังใจ
เกลียดกลัวเพศตรงข้าม
4. รักใครบางคนเอามากๆ แต่เขาไม่รักตอบ ก็เลยตั้งปณิธาน
จะขอเป็นโสด รอเขาตลอดไป
5. ไม่แต่งงาน แต่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่รัก อาจเป็นในรูปแบบ
“เมียน้อย”, “สนุกมั่วชั่วข้ามคืน” ฯลฯ โดยมีทรรศนคติในชีวิต
ว่า “ความสุข” ที่คุณดื่มได้ ไม่คิดจะมีชีวิตที่ “ผูกมัด”
6. รักครอบครัวมาก ไม่ยอมเปลี่ยนนามสกุล แม้กฎหมายจะ
เอื้อให้ “ไม่จำเป็นต้อง จดทะเบียนแล้วเปลี่ยนนามสกุลตามสามี” ก็ยังไม่ยอม
อยากเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ตลอดไป
7. นิสัยแปลกประหลาดจัด ทำให้ไม่สามารถคบชายคนใดได้จนเขายอม
ที่จะเอามาเป็นคู่ชีวิต เช่น เวลาไม่พอใจอะไรก็จะตะโกนคำหยาบ “xxx”
8. เจ้าชู้มากเกินไปจนชายใดก็ระอา แถมหลบเก่ง พอโดนจับได้ คนเลยหนีหาย
เอาแค่นี้ก่อนครับ ใครมีไอเดีย อะไรเสนอมา comment มาได้
พฤศจิกายน 03, 2549
ความตาย, ทฤษฎี ถังแห่งจักรวาล, สมชาย, พระเจ้า
ความตายคืออะไร ในหนังสือ hear the wind sing
ของ ฮารูกิ มุราคามิ (ฉบับแปลโดยคุณนพดล แห่ง
สนพ มติชน ชื่อว่า สดับลมขับขาน) มีคำกล่าวไว้
โดยตัวละครที่เรียกตัวเองว่า “ผม”สรุปได้ว่า ความตาย
คือการเปลี่ยนแปลง ... คือพัฒนาการ (หรือวิวัฒนาการดี)
... คือการที่ร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อย
จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ... ไหนลองบอกเหตุผลของคุณ
มาให้ผมฟังบ้างสิครับ...
คุณเคยคิดถึงความตาย เวลานอนหลับ
เสียวสันหลังวาบ รู้สึกปลายทางชีวิต มีการขีดเส้นกำหนดให้แล้ว
สำหรับมนุษย์ทุกชีวิต มองไปข้างหน้า เราอยู่ที่นี่ทำไมกัน
... ในเมื่อ จักรวาลมีข้อจำกัด ดวงอาทิตย์มีวันดับ โลกมีวันแตก
มนุษย์เกิดมาในช่วงหนึ่งของกาลเวลา แล้วก็ดับสูญ
สลายไปกลายเป็นอะไร...ก็ไม่รู้
กระนั้นเลย มนุษย์ที่ต้องการดิ้นรน พัฒนา สร้างสรรค์
ทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ ทั้งในแง่ศิลปศาสตร์
หรือแม้แต่มนุษย์รากหญ้า หาข้าวมากรอกท้องไปวันๆ
เป้าหมายจริงๆ ของการทำสิ่งเหล่านั้นคืออะไรกันแน่
... ถ้าพวกเขาได้ทบทวนถึงความตายบ่อยๆ
จุดจบสุดท้ายบ่อยๆ อาจมีบ้าง ... Side effect …
เหงื่อแตก หวาดผวาตอนดึก ตื่นขึ้นมาใบหน้าเครียด
ร้องเรียกหาแม่.. และสุดท้าย เมื่อคิดจนเข้าใจ
และจำขึ้นใจแล้ว พวกความคิดที่ต้องการเป็นเจ้าของนั่น
เจ้าของนี่ อาจเบาลงได้บ้าง (เพราะสุดท้ายแล้ว
เราไม่มีอะไร เรามาจากความว่างเปล่า และกลับสู่ความว่างเปล่า)
ลองคิดเล่นๆ ถ้ากำเนิด เกิดขึ้นในโลกนี้ ... มีมาก่อน ...
จากนั้น เมื่อสิ้นอายุขัย ... ความตาย ถือครอง...
เราเริ่มต้นจากวันเกิด และจบสิ้น เมื่อวันตาย ... คำถามมีอยู่ว่า
จุดเริ่มต้น มีอยู่จริงๆหรือ... จุดเริ่มต้นแรกสุดคืออะไร ...
การตายคือการพัฒนาไปสู่... อืมมมม เอาอย่างนี้
ผมขอตั้งทฤษฎีแล้วกัน
[ถังแห่งจักรวาล]
ของ ฮารูกิ มุราคามิ (ฉบับแปลโดยคุณนพดล แห่ง
สนพ มติชน ชื่อว่า สดับลมขับขาน) มีคำกล่าวไว้
โดยตัวละครที่เรียกตัวเองว่า “ผม”สรุปได้ว่า ความตาย
คือการเปลี่ยนแปลง ... คือพัฒนาการ (หรือวิวัฒนาการดี)
... คือการที่ร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กละน้อย
จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ... ไหนลองบอกเหตุผลของคุณ
มาให้ผมฟังบ้างสิครับ...
คุณเคยคิดถึงความตาย เวลานอนหลับ
เสียวสันหลังวาบ รู้สึกปลายทางชีวิต มีการขีดเส้นกำหนดให้แล้ว
สำหรับมนุษย์ทุกชีวิต มองไปข้างหน้า เราอยู่ที่นี่ทำไมกัน
... ในเมื่อ จักรวาลมีข้อจำกัด ดวงอาทิตย์มีวันดับ โลกมีวันแตก
มนุษย์เกิดมาในช่วงหนึ่งของกาลเวลา แล้วก็ดับสูญ
สลายไปกลายเป็นอะไร...ก็ไม่รู้
กระนั้นเลย มนุษย์ที่ต้องการดิ้นรน พัฒนา สร้างสรรค์
ทั้งในแง่วิทยาศาสตร์ ทั้งในแง่ศิลปศาสตร์
หรือแม้แต่มนุษย์รากหญ้า หาข้าวมากรอกท้องไปวันๆ
เป้าหมายจริงๆ ของการทำสิ่งเหล่านั้นคืออะไรกันแน่
... ถ้าพวกเขาได้ทบทวนถึงความตายบ่อยๆ
จุดจบสุดท้ายบ่อยๆ อาจมีบ้าง ... Side effect …
เหงื่อแตก หวาดผวาตอนดึก ตื่นขึ้นมาใบหน้าเครียด
ร้องเรียกหาแม่.. และสุดท้าย เมื่อคิดจนเข้าใจ
และจำขึ้นใจแล้ว พวกความคิดที่ต้องการเป็นเจ้าของนั่น
เจ้าของนี่ อาจเบาลงได้บ้าง (เพราะสุดท้ายแล้ว
เราไม่มีอะไร เรามาจากความว่างเปล่า และกลับสู่ความว่างเปล่า)
ลองคิดเล่นๆ ถ้ากำเนิด เกิดขึ้นในโลกนี้ ... มีมาก่อน ...
จากนั้น เมื่อสิ้นอายุขัย ... ความตาย ถือครอง...
เราเริ่มต้นจากวันเกิด และจบสิ้น เมื่อวันตาย ... คำถามมีอยู่ว่า
จุดเริ่มต้น มีอยู่จริงๆหรือ... จุดเริ่มต้นแรกสุดคืออะไร ...
การตายคือการพัฒนาไปสู่... อืมมมม เอาอย่างนี้
ผมขอตั้งทฤษฎีแล้วกัน
[ถังแห่งจักรวาล]
เป็นที่ๆเก็บจุดที่เล็กที่สุดที่จะเล็กได้เมื่อแยกสิ่งที่จิ๋ว
ที่สุดออกย่อยที่สุด จำนวนของมันคือ เท่าที่ถังนี้เก็บได้
… ขอเรียกมันว่า “สมชาย”
กำเนิดของ สิ่งมีชีวิต และสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์
ธาตุ เพชร พลอย อากาศ เกิดจากการรวมตัวของ
“สมชาย” ทั้งนั้น แต่ความซับซ้อนเกิดจากการพัฒนา
เมื่อ “สมชาย” รวมตัวกันจนเป็นกลุ่มก้อนรูปแบบ
template ใด เข้า ก็จะเป็นเช่นนั้น เช่น “สมชาย”
รูปทรง A + “สมชาย” รูปทรง B = ออกซิเจน และ
เป็นแบบนั้นตลอดไป จะไม่มี “สมชาย” เหลือคราบให้เห็นอีก
ณ วินาทีที่ ถังแห่งจักรวาลถูกเขย่า ถือเป็นจุดแรกของทุกสรรพสิ่ง
ณ วินาทีที่ ถังแห่งจักรวาลถูกเขย่า ถือเป็นจุดแรกของทุกสรรพสิ่ง
เพราะจากนั้นเพียงไม่กี่วัน “สมชาย” ก็กลายเป็น “สิ่งอื่น” ...
ในทางพุทธศาสนา “นิพพาน” คือการกลับสู่ “สมชาย”
....
เพราะเมื่อกลับเป็น “สมชาย” เราจะไม่มีวันถูกรวมเป็น
เพราะเมื่อกลับเป็น “สมชาย” เราจะไม่มีวันถูกรวมเป็น
“สิ่งอื่น” ได้อีก เมื่อเป็น “สมชาย” แล้ว ก็คือเป็น “สิ่งเดิม”
การจะกลับสู่ “สมชาย” ได้ ของมนุษย์ คือ จิตใจต้อง
การจะกลับสู่ “สมชาย” ได้ ของมนุษย์ คือ จิตใจต้อง
สะอาด บริสุทธิ เพราะการแยก “สมชาย” ออกได้
ต้องอาศัย ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะมองให้เห็น “สมชาย” ของตัวเอง
“สมชาย” เมื่อถูกพิจารณาจนเห็น ก็จะสามารถแยกออกจาก
เนื้อหนังมังสา กระดูก เถ้ากระดูก สมอง สติปัญญา ความคิด
ได้... แต่จะเป็นเมื่อเสียชีวิต ซึ่ง กลุ่มการรวมตัว “สมชาย”
หนึ่ง ที่เรียกว่า “วิญญาณ” จะหลุดจาก “สมชาย” กลุ่มการรวมตัว
ที่เรียกว่า “ร่างกาย” (แน่นอน ... ที่เน่าเปื่อย)
จะเห็นได้ว่า เรายังสามารถรวมความคิดแบบนี้
จะเห็นได้ว่า เรายังสามารถรวมความคิดแบบนี้
เข้ากับความคิดในเรื่อง “พระเจ้า” ได้อีกด้วย โดยคำถามที่ว่า
“ถังแห่งจักรวาล” เล่า ถือกำเนิดมาได้อย่างไร แนวความคิดผม
ถือว่า “ถังแห่งจักรวาล” เป็น ถังที่ตั้งอยู่ในห้องของพระเจ้า
ท่านมีถังนี้โดยแท้จริง ไม่มีกำเนิด ไม่มีสิ้นสุด ตั้งอยู่ตลอดไป
ม่ขึ้นกับกาลเวลา และคงที่เช่นนั้น
สรุปว่า ศาสนาพุทธ สอนให้เรากลับสู่ “สมชาย”
สรุปว่า ศาสนาพุทธ สอนให้เรากลับสู่ “สมชาย”
ซึ่งคือสิ่งที่เล็กที่สุด ก่อนสรรพสิ่ง ที่อยู่ในถังแห่งจักรวาล
จะรวมตัวกัน โดยถังนี้ เป็นถังของพระเจ้า ซึ่งไม่มีวันเกิด
ไม่มีวันดับ เป็นอย่างนั้น และเป็นอย่างนั้นตลอดไป
โดยศาสนาที่นับถือพระเจ้า จะสอนให้เราไม่ต้องกลับสู่
“สมชาย” แต่ให้ออกจากถังแห่งจักรวาล เพื่อไปหาพระเจ้า...
=D
=D
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)