ฟังเพลงของ Nerf Herder ชุด
American Cheeze ในรถ
แล้วนึกภาพตอนอยู่อเมริกา
ไอ้เจ้ารถ Ford เก่าผุ สีเขียวตุ่น
รอยแผลเต็มคัน กลิ่นคละคลุ้งไอควัน
กับบรรยากาศในเมืองเล็กๆ
ที่ชื่อ Bridgeport ในรัฐ Connecticut
บางวันผมก็ขับมันไปไกล ถึงเมืองอื่น
เพื่อไปรับประทานอาหารบุฟเฟต์จีน
รสไม่ค่อยดี และทำให้ผมอ้วนฉิบหาย
บางวันผมขับมันไปทำงานที่ปั๊มน้ำมัน
MobilExxon ถนน Merrit Parkway
ที่ซ่อมแซมไม่เสร็จเลย ก่อนผมกลับมาเมืองไทย
ภาพวิวทิวทัศน์ หลายฤดูผ่านเข้าสู่ม่านตา
บางทีก็มีแดดร้อน กลิ่นอาหรจีน
ในกล่องที่ทำพิเศษสำหรับใส่อาหารจีน
มีหูหิ้วเล็กๆให้ ข้างในบางวันเป็นข้าวราดผัดผักไก่
หมู บางทีก็เป็นเส้นนู้ดเดิ้ลผัด น้ำมันเยิ้ม
รสชาติดีมั่งไม่ดีมั่ง แต่เยอะ กินแน่นอึ้ด
ที่สั่งบ่อยก็มีไข่เจียว ไม่รู้ให้ไข่กี่ฟอง
แต่เยอะจัด ร้อนจี๊ด ต้องรอให้เย็น
ชีวิตที่อเมริกาของผม ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่เห่ย
และโลคลาส เอามากๆ ที่อยู่ก็เกรอะกรังไร้ความหรูหรา
ภายหลัง มีสิงโตหลงผิด(หรือคิดถูก)
มาร่วมแจมชายคากันอยู่ ก็ทำให้มีเพื่อนคุย
แต่กระนั้น เราทั้งสองก็ทำงานทั้งคู่
ทำให้ช่วงเวลาเจอกันไม่มากอย่างที่คิด
เพลงของ Nerf Herder ทำให้ผมคิดถึงอเมริกา
อย่างประหลาด จำได้ว่า ตอนไปแรกๆ
วงนี้ออกชุดที่สองมา ไม่แน่ใจว่า
ชุด Miss USA หรือเปล่า ตอนนั้นผมอยู่ที่
Texas ก็ซื้อมันที่ร้าน Tower Record หน้า U of Austin
นี่แหล่ะ ราคาแพงครับ ตอนนั้นก็โคตรกลัวไม่มีตังค์เลย
เพราะพ่อแม่ ส่ง ไม่ได้ทุนมา แต่ก็อดไม่ได้
เดินฟังเพลง Nerd Rock แบบ Weezer ใส่หูฟัง
กับ CD Walkman ที่พี่แนนซื้อให้เป็นของขวัญ
ก่อนผมมาอเมริกา เดินระหว่าง Dorm
กับ Univ ที่ Austin กระหึ่มลืมโลก
กล้าท้าอเมริกาชน ไม่กลัวเกรงความเหงาที่เกาะกุม
คนจากบ้านมาไกล ข้ามทะเล
วันนี้ผมกลับมาเสียบซีดี ชุดที่สาม
ของวงซึ่งฟังตอนสมัยอยู่ Bridgeport
แล้วก็ให้หวนนึกอดีต เปิดกระจก ลมตีหน้า
ฟัง Nerf Herder ขับรถ เนินเยอะจัดที่
Merrit Parkway ไปร้าน Tower Record
ถึงมันจะเหงา แต่เราก็ไม่หวั่น
Rock!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ usa life แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ usa life แสดงบทความทั้งหมด
มีนาคม 08, 2550
ธันวาคม 26, 2549
คิดถึงเมกา
นั่งนิ่ง นึกภาพเก่า มะริกา เมืองเก่าที่เคยอยู่
นึกถึงชายทะเล Bridgeport ยามหน้าหนาว ลมแรงพัดกลิ่นไอเกลือจากน้ำทะเลเข้าปะทะใบหน้า หรือโรงยิมที่มหาวิทยาลัย และคนดูแล (ฝรั่งไว้หนวดอายุพอควร(แก่)) สระน้ำอุ่น ขนาดมาตรฐาน ยาวพอดีๆ ที่ห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ชาย มีแต่คนแก้ผ้าอาบน้ำกันไม่อายฟ้าดิน โตงเตงไปมา (แต่ห้องหญิงไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยเข้าไป) ร้านอาหารจีน ที่รสชาติไม่ดี เน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ อาหารแต่ละอย่างมันๆทั้งนั้น แต่กินทีไรก็อิ่มทีนั้น เพราะเยอะจัด เมนูที่สั่งบ่อยคือ ข้าวไข่เจียวกุ้ง ราดน้ำซ้อสข้นๆเหนียวๆ อร่อยดีนะครับ ไม่คิดว่าจะได้กินไข่เจียวที่อเมริกาจากร้านอาหารที่ไม่ใช่อาหารไทย เพราะไข่เจียว คนอเมริกาไม่ทำกิน เขาทำ แสครมเบิลเอ้ก หรือไข่คน เอาไข่มาตีๆ เละๆ ไม่ใช่ไข่เจียว รสชาติก็ไม่อร่อยเท่าด้วย
คิดถึงร้านขายซีดี ที่ชอบไปแวะเรื่อยๆ ก็มี บาร์น แอน โนเบล กับเบสต์ บาย หรือไกลหน่อย ก็ไป ทาวเวอร์ เรคคอร์ด ซึ่งจะมีซีดี เพลงที่หายากๆหน่อยเยอะ
คิดถึงเจ้ารถ ฟอร์ด เอสคอร์ต อายุ 10 ปี มือสอง ที่ซื้อต่อจากเจ้าของที่เป็นคนแก่ จำไม่ผิด ซื้อมา 2,600 เหรียญ มั้ง (หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย) รถคันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ใช้มันเยอะคุ้มสุดๆ สภาพมันก็จะผุๆหน่อย จำได้เลย ตอนหุยมาเที่ยวครั้งที่สอง ขับมันไปรับหุยที่สนามบิน เจเอฟเค ปรากฏว่า ขากลับ ดันเสียกลางทาง บนทางไอ นายตี้ไฟฟ เสียนี่ (I-95) ตอนนั้น เครียดเลย เพราะเพื่อนคนไทยก็ไม่อยู่พอที่จะช่วยเหลือ ต้องติดต่อรถลากเอง หาที่พักชั่วคราว รอให้รถซ่อมเสร็จ เสียไปหลาย ยังดีที่ได้เพื่อนชาวไต้หวันที่ชื่อโจ (มู หมิง หลิน) ขับมาเป็นสารถี พาไปโน่นนี่ (ตอนหลังโจยืมเงินผมไป 500 เหรียญแล้วไม่คืน ก็ถือว่าเป็นค่าจ้างแล้วกันเนอะ T_T)
คิดถึงคาสิโน ที่ Connecticut มีสองแห่งที่เคยไป ชื่อ โมฮีแกน ซัน กับ อีกอันชื่อไรหว่า ลืมๆและ
คิดถึงสวนสนุก จำชื่อและเมืองไม่ได้แล้วอะ แต่ไม่ใหญ่มาก จัดตามเทศกาล จำได้ว่า พี่โอมชวนไปมั้ง ไม่แน่ใจ แต่ก็สนุกดี มีแบบ โยนตัวลงมาเหมือนบันจี้จัมพ์ด้วย แต่ไม่ได้เล่น (ทั้งแพง และไม่กล้า)
คิดถึงนิวยอร์ค อันนี้แน่นอน ขาดไม่ได้ เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยความเจริญก้าวหน้า ทางศิลปะ และเทคโนโลยี ที่สำคัญ มีแหล่งให้ซื้อของหลากหลายมากมาย รู้สึกตัวเองโชคดีที่ได้มาเรียน ใกล้ๆ นิวยอร์คซิตี้ ถึงไม่ได้อยู่ในตัวเมืองก็ตาม แต่ถ้าเลือกได้ ก็คงไม่อยู่หรอก ให้อยู่ คงไม่ชอบ แต่ให้อยู่ใกล้ๆ มาเมื่อไหร่ ขับรถไม่เกินชั่วโมงเนี่ย ชอบ
คิดถึงเคปคอด (Cape Cod) ไปเที่ยวกับหุย ก่อนกลับเมืองไทย เมืองชายทะเลหรู สำหรับพวกคนรวยของอเมริกา ประทับใจไม่หายกับการเป็นกระเหรี่ยงเหลืองสองคน เข้าไปนั่งร้าน Lobster แบบบ้านๆ ที่อเมริกันมากๆ หรูหราแบบคนรวยอเมริกัน โดยไม่แคร์สายตาคนมอง (รู้สึกต่ำต้อยจัง แต่ก็มันดี) จำได้ว่า ตอนไป เป็นหน้าที่คนไปเที่ยวกัน คนเยอะมากๆ ไม่มีที่พัก สุดท้ายต้องกลับมาพัก ตีนสะพานทางเข้า Cape Cod เป็นเหมือนห้องแถวเล็กๆริมถนนสุดๆ
คิดถึงตอนไปเที่ยว whale watcher นั่งเรือไปไกล ลมเย็นตีหน้า ซื้อเบีย กระป๋องละ 5 เหรียญมั้ง นั่งถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เป็นทริป ตอนไปเคปคอดแหล่ะ
คิดถึงตอนขับรถไปกว่า 3 พันกิโล เที่ยวทั่วลง Florida ขับรถไกลมาก ยาวมาก ง่วงมาก หลงทางก็มี ประทับใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดบ่อยๆในชีวิตนี้ เพราะคนเราย่อมมีโอกาสทำอะไรแบบนั้นไม่มาก ก็ชอบนะ เจ้าฟอร์ด เอสคอร์ด สีเขียวเก่าผุ ที่ได้รับการซ่อมแซมเปลี่ยนล้อ (โดยสิงโตเปลี่ยนให้) ทำให้มันวิ่งไหว ทั้งๆที่มันควรหอบสลบไปตั้งแต่ถึงน้ำตก ไนแองกาล่าแล้ว (วิ่งไปในแองกาล่า ก่อนวิ่งลงฟลอลิด้า) เป็นการขับรถที่ไกลที่สุดในชีวิตเท่าที่เกิดมาเลยครับ
ปล. วันนี้กล้อมแกล้มเอาแค่นี้ก่อนนะ วันหลังมาว่าต่อ
นึกถึงชายทะเล Bridgeport ยามหน้าหนาว ลมแรงพัดกลิ่นไอเกลือจากน้ำทะเลเข้าปะทะใบหน้า หรือโรงยิมที่มหาวิทยาลัย และคนดูแล (ฝรั่งไว้หนวดอายุพอควร(แก่)) สระน้ำอุ่น ขนาดมาตรฐาน ยาวพอดีๆ ที่ห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ชาย มีแต่คนแก้ผ้าอาบน้ำกันไม่อายฟ้าดิน โตงเตงไปมา (แต่ห้องหญิงไม่รู้เหมือนกัน ไม่เคยเข้าไป) ร้านอาหารจีน ที่รสชาติไม่ดี เน้นปริมาณ ไม่เน้นคุณภาพ อาหารแต่ละอย่างมันๆทั้งนั้น แต่กินทีไรก็อิ่มทีนั้น เพราะเยอะจัด เมนูที่สั่งบ่อยคือ ข้าวไข่เจียวกุ้ง ราดน้ำซ้อสข้นๆเหนียวๆ อร่อยดีนะครับ ไม่คิดว่าจะได้กินไข่เจียวที่อเมริกาจากร้านอาหารที่ไม่ใช่อาหารไทย เพราะไข่เจียว คนอเมริกาไม่ทำกิน เขาทำ แสครมเบิลเอ้ก หรือไข่คน เอาไข่มาตีๆ เละๆ ไม่ใช่ไข่เจียว รสชาติก็ไม่อร่อยเท่าด้วย
คิดถึงร้านขายซีดี ที่ชอบไปแวะเรื่อยๆ ก็มี บาร์น แอน โนเบล กับเบสต์ บาย หรือไกลหน่อย ก็ไป ทาวเวอร์ เรคคอร์ด ซึ่งจะมีซีดี เพลงที่หายากๆหน่อยเยอะ
คิดถึงเจ้ารถ ฟอร์ด เอสคอร์ต อายุ 10 ปี มือสอง ที่ซื้อต่อจากเจ้าของที่เป็นคนแก่ จำไม่ผิด ซื้อมา 2,600 เหรียญ มั้ง (หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย) รถคันนี้ ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ใช้มันเยอะคุ้มสุดๆ สภาพมันก็จะผุๆหน่อย จำได้เลย ตอนหุยมาเที่ยวครั้งที่สอง ขับมันไปรับหุยที่สนามบิน เจเอฟเค ปรากฏว่า ขากลับ ดันเสียกลางทาง บนทางไอ นายตี้ไฟฟ เสียนี่ (I-95) ตอนนั้น เครียดเลย เพราะเพื่อนคนไทยก็ไม่อยู่พอที่จะช่วยเหลือ ต้องติดต่อรถลากเอง หาที่พักชั่วคราว รอให้รถซ่อมเสร็จ เสียไปหลาย ยังดีที่ได้เพื่อนชาวไต้หวันที่ชื่อโจ (มู หมิง หลิน) ขับมาเป็นสารถี พาไปโน่นนี่ (ตอนหลังโจยืมเงินผมไป 500 เหรียญแล้วไม่คืน ก็ถือว่าเป็นค่าจ้างแล้วกันเนอะ T_T)
คิดถึงคาสิโน ที่ Connecticut มีสองแห่งที่เคยไป ชื่อ โมฮีแกน ซัน กับ อีกอันชื่อไรหว่า ลืมๆและ
คิดถึงสวนสนุก จำชื่อและเมืองไม่ได้แล้วอะ แต่ไม่ใหญ่มาก จัดตามเทศกาล จำได้ว่า พี่โอมชวนไปมั้ง ไม่แน่ใจ แต่ก็สนุกดี มีแบบ โยนตัวลงมาเหมือนบันจี้จัมพ์ด้วย แต่ไม่ได้เล่น (ทั้งแพง และไม่กล้า)
คิดถึงนิวยอร์ค อันนี้แน่นอน ขาดไม่ได้ เป็นเมืองที่อุดมไปด้วยความเจริญก้าวหน้า ทางศิลปะ และเทคโนโลยี ที่สำคัญ มีแหล่งให้ซื้อของหลากหลายมากมาย รู้สึกตัวเองโชคดีที่ได้มาเรียน ใกล้ๆ นิวยอร์คซิตี้ ถึงไม่ได้อยู่ในตัวเมืองก็ตาม แต่ถ้าเลือกได้ ก็คงไม่อยู่หรอก ให้อยู่ คงไม่ชอบ แต่ให้อยู่ใกล้ๆ มาเมื่อไหร่ ขับรถไม่เกินชั่วโมงเนี่ย ชอบ
คิดถึงเคปคอด (Cape Cod) ไปเที่ยวกับหุย ก่อนกลับเมืองไทย เมืองชายทะเลหรู สำหรับพวกคนรวยของอเมริกา ประทับใจไม่หายกับการเป็นกระเหรี่ยงเหลืองสองคน เข้าไปนั่งร้าน Lobster แบบบ้านๆ ที่อเมริกันมากๆ หรูหราแบบคนรวยอเมริกัน โดยไม่แคร์สายตาคนมอง (รู้สึกต่ำต้อยจัง แต่ก็มันดี) จำได้ว่า ตอนไป เป็นหน้าที่คนไปเที่ยวกัน คนเยอะมากๆ ไม่มีที่พัก สุดท้ายต้องกลับมาพัก ตีนสะพานทางเข้า Cape Cod เป็นเหมือนห้องแถวเล็กๆริมถนนสุดๆ
คิดถึงตอนไปเที่ยว whale watcher นั่งเรือไปไกล ลมเย็นตีหน้า ซื้อเบีย กระป๋องละ 5 เหรียญมั้ง นั่งถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เป็นทริป ตอนไปเคปคอดแหล่ะ
คิดถึงตอนขับรถไปกว่า 3 พันกิโล เที่ยวทั่วลง Florida ขับรถไกลมาก ยาวมาก ง่วงมาก หลงทางก็มี ประทับใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดบ่อยๆในชีวิตนี้ เพราะคนเราย่อมมีโอกาสทำอะไรแบบนั้นไม่มาก ก็ชอบนะ เจ้าฟอร์ด เอสคอร์ด สีเขียวเก่าผุ ที่ได้รับการซ่อมแซมเปลี่ยนล้อ (โดยสิงโตเปลี่ยนให้) ทำให้มันวิ่งไหว ทั้งๆที่มันควรหอบสลบไปตั้งแต่ถึงน้ำตก ไนแองกาล่าแล้ว (วิ่งไปในแองกาล่า ก่อนวิ่งลงฟลอลิด้า) เป็นการขับรถที่ไกลที่สุดในชีวิตเท่าที่เกิดมาเลยครับ
ปล. วันนี้กล้อมแกล้มเอาแค่นี้ก่อนนะ วันหลังมาว่าต่อ
พฤศจิกายน 21, 2549
รำลึกอดีตตอนไปเรียนโทที่มะกัน ตอนที่ 1 เล่าเรื่องที่เท็กซัส
ย้อนกลับไป เมื่อปี 2001 วันที่ 31 พค ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง จุดเริ่มต้นการไปใช้ชีวิตที่อเมริกา ผมได้รับตอบรับจากมหาวิทยาลัยบริจพอร์ต คอนเน็คติกั้ต ให้เรียนต่อปริญญาโท สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ได้แล้ว แต่เนื่องจากอยากเรียน โท ทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มากกว่า จึงวางแผนว่า จะใช้วิธี ไปหาโรงเรียนภาษาที่ เท็กซัส เพื่อหาลู่ทางสมัครยู ที่รัฐ เท็กซัส และเรียนที่เท็กซัส ยกเลิก ที่บริจพอร์ตเสีย
วันที่เดินทาง ไม่รู้ว่าจะไปนานแค่ไหน ถึงจะมีเป้าหมายว่าจะไปทำอะไร แต่เนื่องจากยังไม่ชัวร์ว่าจะได้มหาวิทยาลัยที่ต้องการไปเรียน ใจจึงตุ้มๆต่อมๆ อีกสองปี ข้างหน้า เป็นอย่างน้อย ผมจะต้องไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ณ ดินแดนแปลกหน้า ที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก (จริงๆ อเมริกา มีคนพูดภาษาสแปนนิช เยอะมากๆ บางทีอาจจะครึ่งๆด้วยซ้ำ)
ระหว่างรอต่อเครื่อง จาก มินิโซตา ไปเท็กซัส บันทึกไว้ว่า "เครื่องบิน Delay ไปกว่าหนึ่งชั่วโมง จึงจะสามารถขึ้นไปนั่งได้ ก่อนขึ้นเครื่อง ได้โทรศัพท์ไปหาสุดที่รัก 2 ครั้ง ครั้งแรกตีสามเศษเวลาไทย และอีกครั้ง เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ได้ยินเสียงเธอร้องไห้ ทำเราสะเทือนใจเหมือนกัน การเดินทางครั้งนี้ คือการเดินทางมาศึกษาต่อที่คาดว่าต้องยาวนานแน่ๆ ดังนั้น เตรียมใจอย่างเดียว แล้วก็เตรียมลุยด้วย ต้องลุยหาที่เรียนให้ได้…" สุดที่รัก หมายถึง หุย ภรรยาของผมนั่นเองครับ
ชีวิต ที่เท็กซัส ออซติน ผมเรียนภาษาที่ University of Texas at Austin ที่นั่น ผมได้รับการอนุเคราะห์อย่างดีเยี่ยมจากพี่เปิ้ล ซึ่งเป็นรุ่นพี่ ห้องวิศวะ ที่เตรียมอุดมฯ และเรียนรุ่นเดียวกันที่วิศวะจุฬา (ผมสอบเทียบ) เธอมาเรียน วิศวะสาขาเครื่องกล ที่นี่ และช่วยเรื่องหาที่พักให้ เป็น ดอร์ม ที่เธอเคยอยู่มาก่อน (แต่ย้ายออกแล้ว ณ ตอนนั้น) ชื่อว่า Texana (รู้สึกจะแปลว่า ชาวเท็กซัส) คือ คนเท็กซัส จะมีอีโก้นิดนึง ตรงที่จะคิดว่าตัวเองเป็นชาวเท็กซัส มากกว่าจะคิดว่าตัวเองเป็นชาวอเมริกา เหมือนเป็นความภูมิใจที่เกิดมาเป็นชาวเท็กซัส อะไรประมาณนี้น่ะครับ
เพื่อนคนไทย ที่ผมได้พบ มีหลายคน แต่คนที่ผมจะสนิทที่สุด ชื่อหนุ่ม polsak (ชื่อเล่นเดียวกันเลย แต่ผมให้คนอื่นเรียกว่า ดร ตอนเด็กๆไม่ชอบให้ใครเรียกว่าหนุ่ม) polsak เรียนวิศวะโยธา จบจาก ม.เชียงใหม่ เป็นคนเก่ง และตั้งเป้าจะเรียนโท ที่นี่ (แต่สุดท้ายได้ที่มิชิแกน) ที่โดดเด่นมากๆ แกมหน้าหมั่นไส้คือ ตอนแรกที่รู้จักกัน มันไม่ยอมบอกว่าเป็นคนไทย ทำฟอร์มเป็นไม่รู้จักผม ไปๆมาๆ ก็ได้รู้ว่า คนไทย แต่เราสองคนไม่คุยกันเป็นภาษาไทยนะครับ เราคุยเป็นภาษาอังกฤษ กระแดะมากๆ เพราะหนุ่มมันไม่ยอมคุยเป็นภาษาไทย บอกว่าจะคุยอังกฤษเท่านั้น (แต่ก็ดี มันทำให้ได้ฝึกใช้ภาษาไปในตัว)
ที่โดดเด่นอีกข้อคือ มันแดกเหล้าเก่งชิบหาย สมเป็นโยธาจริงๆ บ่อยๆเลย ณ เวลา หลังเลิกเรียน ผมจะไปที่ห้องพักของ polsak หรือไม่ก็ไปที่บ้านพักของเพื่อนเกาหลี จากนั้นก็เปิดเหล้า ดื่มๆๆ แกล้มมันฝรั่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ จนผมคิดว่าตัวเองช่วงนั้นคอแข็งขึ้นอย่างถนัดตา คือปกติ ไม่ใช่คนที่ชอบดื่มเหล้าจัด นานๆ ที ไม่บ่อย แต่ไม่ได้แอนตี้ ดื่มได้ ถ้ามีโอกาส
บันทึกการไปกินบ้านหนุ่มครั้งแรกไว้ว่า
" Texas, Austin 29 June 2001
วันนี้เป็นวันศุกร์ ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากช่วงเย็น!! เย็นวันนี้ หลังเลิกเรียน เรา , นายหนุ่ม (คนไทยที่เรียนที่นี่เหมือนกัน , Henna (Korea) และ Hyaun Gun (Korea) ไปหาอะไรทานกันแถวๆบ้านหนุ่ม เป็นร้านไก่ อร่อยเหมือนกัน แล้วจึงไปดื่มเหล้ากันที่บ้านหนุ่มต่อ คุยกันไปกันมาสนุกสนาน เล่าเรื่องเรามีแฟนแล้วให้ทุกๆคนฟังด้วย และก็คุยเรื่องเกาหลี ไทย โดยนั่งดูทีวี ซึ่งบ้านหนุ่ม มีเคเบิ้ล เสียเดือนละ 70$ ด้วย นั่งจนกระทั่งสี่ทุ่ม จึงเดินไปส่ง Henna ที่ป้ายรถเมล์ นั่งรอเป็นเพื่อน เธอถามเรื่องหุยด้วย ผมก็เล่าว่าแฟนผมนะ ขาว ผมชอบคนเอเชีย ขาวๆ เพราะอยากให้ลูกเราขาว เธอก็เล่าเรื่องเธอมีแฟนแล้ว และขอบคุณเราที่รอรถเมล์เป็นเพื่อน (ดึกแล้วกลัวไม่ปลอดภัย ชายไทยซะอย่าง Lady First ครับ ขอโทษ) ได้ความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับชายเกาหลี ที่ค่อนข้างกดขี่หญิง ไม่ดีๆ แค่เรื่องเงินเดือนผู้หญิงที่ตำแหน่งเดียวกันกับชาย ชายจะได้เงินเดือนสูงกว่าก็รู้สึกไม่ดีแล้ว แย่ๆ ประเทศนี้ ไม่ไหว เฮ้อออ กลับมาเมาแอ๋เลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!"
สำหรับเหตุการณ์ สนุกๆ ก็มี เช่น บันทึกวัน ID4 ไว้ว่า
" Texas, Austin 4 July 2001
วันนี้คือวัน Independent's Day (ID4) ของชาวอเมริกา มีนัดตั้งแต่ 10.30 am กับเพื่อนๆชาวเกาหลี และชาวไทย ประกอบด้วย (หนุ่ม) พรศักดิ์, ช่อง กัน, เฮนน่า และ ชางอึ้น วางแผนว่าจะไป Park ที่มีงานเฉลิมฉลอง ที่แรกที่ไป นั่งรถบัสสาย 1 ไปลงที่หน้า Capital เพราะสองสาว ไม่เคยมา เลยพาเข้าไปชมก่อน เดินอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่ง พรศักดิ์หิว เพราะไม่ได้ Breakfast มา เลยเดินจาก Capital ลงไปตาม 6th Street ซึ่งกลางคืน จะคล้ายๆ RCA ไทย คือเป็นแหล่งรวมผับ เดินไปไม่ถึง แวะเข้าร้าน Wendy ก่อน เราล่อแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ ไป 1 อัน อิ่มแปล้ จากนั้น ตกลงกันว่าจะไป Zilker Park ที่คาดว่าจะมีพาเหรด หรืองานเฉลิมฉลอง ไปถึงไม่ค่อยมีอะไร โชคดีหน่อย ที่นี่มีแหล่ง ว่ายน้ำ และพายเรือเล่น อากาศร้อนจัด แต่พวกเราก็ตกลงจะเช่าเรือ สองลำ ออกไปพายในแม่น้ำ ลำแรก ชายหนุ่มสองนายไปด้วยกัน อีกลำ เราอาสานั่งตรงกลาง เผื่อสาวๆสองคนตกน้ำ จะได้ช่วยทัน (ไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาตัวรอดหรือเปล่าด้วยซ้ำ ไม่ได้ว่ายนานแล้ว) แดดโคตรร้อน ย้ำ ดำสนิท อ้อ ลืมบอกไป ค่าเช่าชั่วโมงละ 7.75$ ต่อลำ ดีหน่อยที่มาหลายคน เลยหารคนละ 3.20$
ขากลับ นั่งรอรถบัสกันชั่วโมงกว่า ไม่มีมา ผิดปกติ ตอนหลังพบว่าเขาปิดถนนทางที่รถบัสจะวิ่งมาได้ โชคดีที่ เฮนน่า มีเพื่อนมารับ เลยพามาส่งที่ UT สบายไป เฮ้ออออออออ"
หรือตอนไปเที่ยว สวนสนุก Six Flag ที่ San Antonio ก็บันทึกว่า
" Texas, Austin 4 August 2001
วันนี้ตื่นเช้า นัด 7.30 แต่สายเล็กน้อย จากนั้นขับรถไปรับชางอึ้น ที่บ้าน มาสายเล็กน้อย ขับรถไปเรื่อยๆ ไปยัง San Antonio แวะ HEB ซื้ออาหารเช้า และกาแฟ ขับรถไปเรื่อยๆ หลงเล็กน้อย ไปถึง จ่ายค่าเข้าชม 39$ ต่อคน!! เข้าไปเล่น Roller Coaster จำนวนมาก ลืมเอาหมวกไปด้วย ร้อนมาก หน้าดำแน่ๆ อาหารกลางวัน ซื้อขาไก่งวงกิน อันใหญ่ ราคา $4.50 รสชาติไม่ดีนัก จากนั้นไปเล่นเครื่องเล่นกันต่อ ติดใจเครื่องเล่นที่ชื่อ Rattler เป็น Roller Coaster ที่ดูเก่าๆ ทำจากไม้ เวลาเล่นจะสั่นๆ เหมือนจะพัง แถมเสียวยาว เสียวหลายจุด และมีเข้าถ้ำด้วย ชอบมากๆ ติดใจ นอกจากนั้นก็มีแบบที่เร็วตอนแรก เร่งเร็วจี๋ ไม่มีโอกาสกรี๊ด เสียวตลอดศก แล้วก็ยังมีอันหนึ่ง เป็น Superman สนุกมากเช่นกัน เพราะเป็น Roller Coaster ที่ไม่มีที่วางขา ขาต้องห้อย เสียวดี แถมตีลังกาหลายหนมาก สนุกสุดเหวี่ยง เกี่ยวกับน้ำๆ ก็เล่นสองสามอัน สนุกไปอีกแบบ มีแบบคล้ายๆล่องแก่ง เมืองไทยด้วย เล่นกันจนประมาณทุ่มนึง เราก็ขับรถกลับ ก่อนกลับบ้าน แวะที่ร้านอาหารทะเล ตรงถนน 6th street เจ๋งมาก อยู่ปลายๆ ย่าน Down Town ของ Austin อาหารรสชาติดี เป็นอาหารทะเลแบบปรุงเผ็ดในตัว และไม่มีจานหรือช้อนส้อม ใช้มือลุ้นๆ ดูป่าเถื่อนหน่อยๆ (สนุกดี) และปูรองโต๊ะด้วยกระดาษสีขาวสะอาดตา แถมมี สีเทียน ให้วาดเล่นในกระดาษที่โต๊ะอีกด้วย ระหว่างรออาหารมาเสริฟ เป็นไอเดียที่เก๋มากๆ เหมาะกับคนทำร้านอาหารที่สร้างสรรค์จัดๆ ที่เมืองไทยไม่รู้มียังนะครับ ร้านแบบนี้ แต่ผมว่าจะ Work มากเลย ถ้าเป็นร้านอาหารทะเล เพราะได้กินปูกินกุ้งกันกระหน่ำ แต่ก็แพงพอควร กลับไปวันนี้ไม่ได้ซักผ้าเพาะผงซักฟอกหมด"
วันสุดท้ายที่อยู่ที่ Texas เราเช่ารถขนของยูฮอ กัน เพื่อนร่วมเดินทางมีผม หนุ่ม และเฮนน่า เป้าหมายที่ไปคือ มิชิแกน แล้วผมจะไปต่อที่บริจพอร์ต เป็นการขับรถ truck ขนาดเล็กครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ แถมพวงมาลัยซ้ายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน ถึงได้รับใบขับขี่ ที่ไปสอบไว้ที่ Texas (สอบปฏิบัติตกครั้งแรก ครั้งที่สองจึงผ่าน เซ็งมาก เพราะอะไร เพราะเราผ่านทางแยกที่ไม่มีป้าย Stop เราชะลอ เพราะอะไร เพราะเมืองไทย ผ่านสี่แยก ถ้ามึงไม่ชะลอ มึงมีสิทธิโดนสวน แต่ที่อเมริกา เห็นป้าย Stop เขาต้องหยุดนิดนึง เพื่อให้ทางเอก ต้องไม่มีรถก่อน หรือถ้าเป็นสี่แยกก็สลับกันขับ เมืองไทยมันใช้ไม่ได้ครับ ถ้าคนคุมสอบมาเมืองไทย สงสัยโดนสิบล้อสอยไปแล้ว 555)
วันที่เดินทาง ไม่รู้ว่าจะไปนานแค่ไหน ถึงจะมีเป้าหมายว่าจะไปทำอะไร แต่เนื่องจากยังไม่ชัวร์ว่าจะได้มหาวิทยาลัยที่ต้องการไปเรียน ใจจึงตุ้มๆต่อมๆ อีกสองปี ข้างหน้า เป็นอย่างน้อย ผมจะต้องไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ณ ดินแดนแปลกหน้า ที่พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก (จริงๆ อเมริกา มีคนพูดภาษาสแปนนิช เยอะมากๆ บางทีอาจจะครึ่งๆด้วยซ้ำ)
ระหว่างรอต่อเครื่อง จาก มินิโซตา ไปเท็กซัส บันทึกไว้ว่า "เครื่องบิน Delay ไปกว่าหนึ่งชั่วโมง จึงจะสามารถขึ้นไปนั่งได้ ก่อนขึ้นเครื่อง ได้โทรศัพท์ไปหาสุดที่รัก 2 ครั้ง ครั้งแรกตีสามเศษเวลาไทย และอีกครั้ง เวลาประมาณเจ็ดโมงเช้า ได้ยินเสียงเธอร้องไห้ ทำเราสะเทือนใจเหมือนกัน การเดินทางครั้งนี้ คือการเดินทางมาศึกษาต่อที่คาดว่าต้องยาวนานแน่ๆ ดังนั้น เตรียมใจอย่างเดียว แล้วก็เตรียมลุยด้วย ต้องลุยหาที่เรียนให้ได้…" สุดที่รัก หมายถึง หุย ภรรยาของผมนั่นเองครับ
ชีวิต ที่เท็กซัส ออซติน ผมเรียนภาษาที่ University of Texas at Austin ที่นั่น ผมได้รับการอนุเคราะห์อย่างดีเยี่ยมจากพี่เปิ้ล ซึ่งเป็นรุ่นพี่ ห้องวิศวะ ที่เตรียมอุดมฯ และเรียนรุ่นเดียวกันที่วิศวะจุฬา (ผมสอบเทียบ) เธอมาเรียน วิศวะสาขาเครื่องกล ที่นี่ และช่วยเรื่องหาที่พักให้ เป็น ดอร์ม ที่เธอเคยอยู่มาก่อน (แต่ย้ายออกแล้ว ณ ตอนนั้น) ชื่อว่า Texana (รู้สึกจะแปลว่า ชาวเท็กซัส) คือ คนเท็กซัส จะมีอีโก้นิดนึง ตรงที่จะคิดว่าตัวเองเป็นชาวเท็กซัส มากกว่าจะคิดว่าตัวเองเป็นชาวอเมริกา เหมือนเป็นความภูมิใจที่เกิดมาเป็นชาวเท็กซัส อะไรประมาณนี้น่ะครับ
เพื่อนคนไทย ที่ผมได้พบ มีหลายคน แต่คนที่ผมจะสนิทที่สุด ชื่อหนุ่ม polsak (ชื่อเล่นเดียวกันเลย แต่ผมให้คนอื่นเรียกว่า ดร ตอนเด็กๆไม่ชอบให้ใครเรียกว่าหนุ่ม) polsak เรียนวิศวะโยธา จบจาก ม.เชียงใหม่ เป็นคนเก่ง และตั้งเป้าจะเรียนโท ที่นี่ (แต่สุดท้ายได้ที่มิชิแกน) ที่โดดเด่นมากๆ แกมหน้าหมั่นไส้คือ ตอนแรกที่รู้จักกัน มันไม่ยอมบอกว่าเป็นคนไทย ทำฟอร์มเป็นไม่รู้จักผม ไปๆมาๆ ก็ได้รู้ว่า คนไทย แต่เราสองคนไม่คุยกันเป็นภาษาไทยนะครับ เราคุยเป็นภาษาอังกฤษ กระแดะมากๆ เพราะหนุ่มมันไม่ยอมคุยเป็นภาษาไทย บอกว่าจะคุยอังกฤษเท่านั้น (แต่ก็ดี มันทำให้ได้ฝึกใช้ภาษาไปในตัว)
ที่โดดเด่นอีกข้อคือ มันแดกเหล้าเก่งชิบหาย สมเป็นโยธาจริงๆ บ่อยๆเลย ณ เวลา หลังเลิกเรียน ผมจะไปที่ห้องพักของ polsak หรือไม่ก็ไปที่บ้านพักของเพื่อนเกาหลี จากนั้นก็เปิดเหล้า ดื่มๆๆ แกล้มมันฝรั่ง หรืออะไรก็แล้วแต่ จนผมคิดว่าตัวเองช่วงนั้นคอแข็งขึ้นอย่างถนัดตา คือปกติ ไม่ใช่คนที่ชอบดื่มเหล้าจัด นานๆ ที ไม่บ่อย แต่ไม่ได้แอนตี้ ดื่มได้ ถ้ามีโอกาส
บันทึกการไปกินบ้านหนุ่มครั้งแรกไว้ว่า
" Texas, Austin 29 June 2001
วันนี้เป็นวันศุกร์ ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากช่วงเย็น!! เย็นวันนี้ หลังเลิกเรียน เรา , นายหนุ่ม (คนไทยที่เรียนที่นี่เหมือนกัน , Henna (Korea) และ Hyaun Gun (Korea) ไปหาอะไรทานกันแถวๆบ้านหนุ่ม เป็นร้านไก่ อร่อยเหมือนกัน แล้วจึงไปดื่มเหล้ากันที่บ้านหนุ่มต่อ คุยกันไปกันมาสนุกสนาน เล่าเรื่องเรามีแฟนแล้วให้ทุกๆคนฟังด้วย และก็คุยเรื่องเกาหลี ไทย โดยนั่งดูทีวี ซึ่งบ้านหนุ่ม มีเคเบิ้ล เสียเดือนละ 70$ ด้วย นั่งจนกระทั่งสี่ทุ่ม จึงเดินไปส่ง Henna ที่ป้ายรถเมล์ นั่งรอเป็นเพื่อน เธอถามเรื่องหุยด้วย ผมก็เล่าว่าแฟนผมนะ ขาว ผมชอบคนเอเชีย ขาวๆ เพราะอยากให้ลูกเราขาว เธอก็เล่าเรื่องเธอมีแฟนแล้ว และขอบคุณเราที่รอรถเมล์เป็นเพื่อน (ดึกแล้วกลัวไม่ปลอดภัย ชายไทยซะอย่าง Lady First ครับ ขอโทษ) ได้ความรู้หลายอย่างเกี่ยวกับชายเกาหลี ที่ค่อนข้างกดขี่หญิง ไม่ดีๆ แค่เรื่องเงินเดือนผู้หญิงที่ตำแหน่งเดียวกันกับชาย ชายจะได้เงินเดือนสูงกว่าก็รู้สึกไม่ดีแล้ว แย่ๆ ประเทศนี้ ไม่ไหว เฮ้อออ กลับมาเมาแอ๋เลย ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!"
สำหรับเหตุการณ์ สนุกๆ ก็มี เช่น บันทึกวัน ID4 ไว้ว่า
" Texas, Austin 4 July 2001
วันนี้คือวัน Independent's Day (ID4) ของชาวอเมริกา มีนัดตั้งแต่ 10.30 am กับเพื่อนๆชาวเกาหลี และชาวไทย ประกอบด้วย (หนุ่ม) พรศักดิ์, ช่อง กัน, เฮนน่า และ ชางอึ้น วางแผนว่าจะไป Park ที่มีงานเฉลิมฉลอง ที่แรกที่ไป นั่งรถบัสสาย 1 ไปลงที่หน้า Capital เพราะสองสาว ไม่เคยมา เลยพาเข้าไปชมก่อน เดินอยู่ประมาณชั่วโมงหนึ่ง พรศักดิ์หิว เพราะไม่ได้ Breakfast มา เลยเดินจาก Capital ลงไปตาม 6th Street ซึ่งกลางคืน จะคล้ายๆ RCA ไทย คือเป็นแหล่งรวมผับ เดินไปไม่ถึง แวะเข้าร้าน Wendy ก่อน เราล่อแฮมเบอร์เกอร์เนื้อ ไป 1 อัน อิ่มแปล้ จากนั้น ตกลงกันว่าจะไป Zilker Park ที่คาดว่าจะมีพาเหรด หรืองานเฉลิมฉลอง ไปถึงไม่ค่อยมีอะไร โชคดีหน่อย ที่นี่มีแหล่ง ว่ายน้ำ และพายเรือเล่น อากาศร้อนจัด แต่พวกเราก็ตกลงจะเช่าเรือ สองลำ ออกไปพายในแม่น้ำ ลำแรก ชายหนุ่มสองนายไปด้วยกัน อีกลำ เราอาสานั่งตรงกลาง เผื่อสาวๆสองคนตกน้ำ จะได้ช่วยทัน (ไม่รู้ว่าตัวเองจะเอาตัวรอดหรือเปล่าด้วยซ้ำ ไม่ได้ว่ายนานแล้ว) แดดโคตรร้อน ย้ำ ดำสนิท อ้อ ลืมบอกไป ค่าเช่าชั่วโมงละ 7.75$ ต่อลำ ดีหน่อยที่มาหลายคน เลยหารคนละ 3.20$
ขากลับ นั่งรอรถบัสกันชั่วโมงกว่า ไม่มีมา ผิดปกติ ตอนหลังพบว่าเขาปิดถนนทางที่รถบัสจะวิ่งมาได้ โชคดีที่ เฮนน่า มีเพื่อนมารับ เลยพามาส่งที่ UT สบายไป เฮ้ออออออออ"
หรือตอนไปเที่ยว สวนสนุก Six Flag ที่ San Antonio ก็บันทึกว่า
" Texas, Austin 4 August 2001
วันนี้ตื่นเช้า นัด 7.30 แต่สายเล็กน้อย จากนั้นขับรถไปรับชางอึ้น ที่บ้าน มาสายเล็กน้อย ขับรถไปเรื่อยๆ ไปยัง San Antonio แวะ HEB ซื้ออาหารเช้า และกาแฟ ขับรถไปเรื่อยๆ หลงเล็กน้อย ไปถึง จ่ายค่าเข้าชม 39$ ต่อคน!! เข้าไปเล่น Roller Coaster จำนวนมาก ลืมเอาหมวกไปด้วย ร้อนมาก หน้าดำแน่ๆ อาหารกลางวัน ซื้อขาไก่งวงกิน อันใหญ่ ราคา $4.50 รสชาติไม่ดีนัก จากนั้นไปเล่นเครื่องเล่นกันต่อ ติดใจเครื่องเล่นที่ชื่อ Rattler เป็น Roller Coaster ที่ดูเก่าๆ ทำจากไม้ เวลาเล่นจะสั่นๆ เหมือนจะพัง แถมเสียวยาว เสียวหลายจุด และมีเข้าถ้ำด้วย ชอบมากๆ ติดใจ นอกจากนั้นก็มีแบบที่เร็วตอนแรก เร่งเร็วจี๋ ไม่มีโอกาสกรี๊ด เสียวตลอดศก แล้วก็ยังมีอันหนึ่ง เป็น Superman สนุกมากเช่นกัน เพราะเป็น Roller Coaster ที่ไม่มีที่วางขา ขาต้องห้อย เสียวดี แถมตีลังกาหลายหนมาก สนุกสุดเหวี่ยง เกี่ยวกับน้ำๆ ก็เล่นสองสามอัน สนุกไปอีกแบบ มีแบบคล้ายๆล่องแก่ง เมืองไทยด้วย เล่นกันจนประมาณทุ่มนึง เราก็ขับรถกลับ ก่อนกลับบ้าน แวะที่ร้านอาหารทะเล ตรงถนน 6th street เจ๋งมาก อยู่ปลายๆ ย่าน Down Town ของ Austin อาหารรสชาติดี เป็นอาหารทะเลแบบปรุงเผ็ดในตัว และไม่มีจานหรือช้อนส้อม ใช้มือลุ้นๆ ดูป่าเถื่อนหน่อยๆ (สนุกดี) และปูรองโต๊ะด้วยกระดาษสีขาวสะอาดตา แถมมี สีเทียน ให้วาดเล่นในกระดาษที่โต๊ะอีกด้วย ระหว่างรออาหารมาเสริฟ เป็นไอเดียที่เก๋มากๆ เหมาะกับคนทำร้านอาหารที่สร้างสรรค์จัดๆ ที่เมืองไทยไม่รู้มียังนะครับ ร้านแบบนี้ แต่ผมว่าจะ Work มากเลย ถ้าเป็นร้านอาหารทะเล เพราะได้กินปูกินกุ้งกันกระหน่ำ แต่ก็แพงพอควร กลับไปวันนี้ไม่ได้ซักผ้าเพาะผงซักฟอกหมด"
วันสุดท้ายที่อยู่ที่ Texas เราเช่ารถขนของยูฮอ กัน เพื่อนร่วมเดินทางมีผม หนุ่ม และเฮนน่า เป้าหมายที่ไปคือ มิชิแกน แล้วผมจะไปต่อที่บริจพอร์ต เป็นการขับรถ truck ขนาดเล็กครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ แถมพวงมาลัยซ้ายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนออกเดินทางเพียงหนึ่งวัน ถึงได้รับใบขับขี่ ที่ไปสอบไว้ที่ Texas (สอบปฏิบัติตกครั้งแรก ครั้งที่สองจึงผ่าน เซ็งมาก เพราะอะไร เพราะเราผ่านทางแยกที่ไม่มีป้าย Stop เราชะลอ เพราะอะไร เพราะเมืองไทย ผ่านสี่แยก ถ้ามึงไม่ชะลอ มึงมีสิทธิโดนสวน แต่ที่อเมริกา เห็นป้าย Stop เขาต้องหยุดนิดนึง เพื่อให้ทางเอก ต้องไม่มีรถก่อน หรือถ้าเป็นสี่แยกก็สลับกันขับ เมืองไทยมันใช้ไม่ได้ครับ ถ้าคนคุมสอบมาเมืองไทย สงสัยโดนสิบล้อสอยไปแล้ว 555)
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)